ศาสตร์….นักวิชาการสาธารณสุขต้องฝึก….

ประสบการณ์การฝึกเขียนอะไรเรื่อยๆ เปื่อยๆ ช่วยให้เราเ้กิดแนวคิดหลายๆ อย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะไม่ขัดสนในการใช้คำ ส่วนจะถูกหลักทางด้านภาษาไทยหรือเปล่านั้น คงยังไม่ต้องคำนึง เริ่มที่ลื่นหู และไม่ผิดกับใครเป็นทุน
มันเหมือนตอนเราเรียนภาษาอังกฤษที่ดูเหมือนยากแสนยาก เพราะเราเน้นหลักไวยกรณ์มากจนเกินไป จนลืมไปว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือ สามารถสื่อสารได้ ที่พูดมาข้างต้นต้องการจะจูนถึง การเขียนเรื่องเล่า เรื่องสั้น หรืองานวิชาการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับตัวหนังสือว่า
นักวิชาการสาธารณสุข ที่บทบาทของการทำงานคล้ายๆ กับผู้เล่นอิสระ ในกีฬาวอลเลย์บอล ที่ต้องทำอะไรให้ได้หลายๆ อย่าง แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้มากมายนักหนา รู้มากก็เหนื่อยมาก (สมองอีกซีกบ่นพรำๆ)
เอาเป็นว่า อีกศาสตร์หนึ่งที่นักวิชาการสาธารณสุขเราต้องฝึก คือ งานเขียนนี่ละ ถึงแม้ว่าไม่จบด้านวรรณกรรมมาโดยตรง แต่ก็พอเอาตัวรอดไปได้อยู่ ดูตัวอย่างการเขียนชิ้นที่ 2 ของผมได้ พอให้เกิดไอเดียในการเริ่มต้น…
สามารถ อ่านเรื่องเล่าเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา Download ได้ตามลิงค์นี้….
ความชัดเจนแห่งวิชาชีพ…ลดความหลากหลาย

เคยเขียนเรื่องทำนองนี้อยู่โพสหนึ่งนานมาแล้วว่า “นักวิชาการสาธารณสุข” นับวันยิ่งมีความกลายพันธุ์เรื่อยๆ จะด้วยเหตุแห่งที่มา เปลี่ยนสายงาน เปลี่ยนกระทรวง ทบวง กรม ก็แล้วแต่ เราพูดและเข้าใจรวมๆ ว่า นักวิชาการสาธารณสุข จากการสังเกตพบว่าช่วงก่อนปี พ.ศ. 2552 นักวิชาการสาธารณสุขยังเป็นที่ต้องการของตลาดสุขภาพจำนวนมาก ช่วงเวลาแห่งวิกฤตนำมาซึ่งโอกาสของมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่มีกรอบในการผลิตเร่งผลิตให้ทันป้อนเข้าสู่ระบบกันอย่างเต็มที่
แต่พอมาถึง ปี พ.ศ. 2554 เราจะพบว่า ยังมีนักวิชาการสาธารณสุขอีกจำนวนไม่น้อยตะเวนหางาน สอบภาค ก. อยู่เนืองๆ เพื่อรอคอยโอกาสที่วิ่งสวนทางกับการวิ่งวุ่นที่ไม่รู้ว่าจะมาบรรจบกันเมื่อไหร่อยู่อย่างนั้นร่ำไป
หากมองดูดีๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับเกมส์ที่เด็กๆ ชอบมาขอเล่นที่สำนักงานในวันหยุดอะไรมากมายนัก รูปแบบ ฉาก แสง สี เสียง ได้ถูกจัดขึ้นในมุมมืดที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างชัดเจน ยกตัวอย่าง การไม่ให้นักวิชาการที่ไม่ได้จบจากสถาบันพระบรมราชนกฯ ขึ้นเวร หรือ ให้การรักษาด้านการพยาบาล (ยกเว้นว่าเมื่อมนุษยธรรมจริงๆ..ที่ไม่สามารถเลี่ยงได้)
ถึงแม้ว่าจะมีพยาบาลวิชาชีพคอยกำกับดูแลก็ตามที จริงๆ เรื่องเหล่านี้ควรที่จะมีความชัดเจนมาตั้งนานแล้ว สายวิชาการก็อยู่ในส่วนของวิชาการไป ส่วนรักษาก็ทำหน้าที่ของตนเองให้เต็มที่ อย่าได้พึ่งพิงแต่วิชาการที่สามารถทำได้ทุกอย่างมากนัก แต่พองานสำเร็จก็บอกว่าฉันทำอย่างนั้น อย่างนี้ ขอความกรุณาโปรดใช้คำว่า วิชาชีพของท่านให้เต็มที่
ไม่ได้ต้องการเสียดสีอะไร หากแต่สะท้อนความเป็นจริง โปรดจงเข้าใจว่างานวิชาการสามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภท (ส่วนตัว) คือ
1. วิชาการแบบพอลวกๆ ขอให้ได้ส่ง
2. วิชาการที่สามารถนำไปใช้ และศึกษาต่อได้
ทุกคนล้วนต้องการวิชาการข้อ 2 แต่ไม่เคยให้ระยะเวลาที่สนองตอบผลของงานเหล่านี้เลย ผมเองเชื่อว่านักวิชาการในประเทศไทยสามารถทำผลงานทางวิชาการได้ไม่แพ้ใคร หากแต่เพียงลดทอนภาระที่ไม่ใช่บทบาทลงไปบ้างแค่นั้น
ร้อยละ 70 ของงานทั้งหมด นักวิชาการสาธารณสุขทำงานแทนคนอื่น วิชาชีพอื่นๆ สามารถทำงานวิชาการได้เพียง ร้อยละ 30 (สถิติเชิงกะ….ของผมเอง)
ด้วยเหตุผล หรือ การเปรียบเปรยทั้งหมดทั้งมวล กำลังสะท้อนให้เพื่อนๆ ชาวสาธารณสุขเห็นว่า สำหรับสายงานอื่นที่ยังไม่เป็นนักวิชาการ ก็ให้วิ่งเข้ามาสายนี้ หรือไม่ก็วิ่งเข้าสู่สายพยาบาลวิชาชีพตามแต่ชอบใจ
สรุปทิ้งท้ายว่า อย่าให้เกมส์ๆ นี้เล่นกับเราฝ่ายเดียว จงหาทางหนีทีไล่ไว้ให้ดี ถึงแม้คุณจะไม่อยากเล่น จะทำยังไงก็ในเมื่อเผลอแป๊บเีดียวเรายืนปลิ่มๆ เหวลึกเสียแล้ว….
ความฝัน ความมุ่งมั่น แต่ไมขาโหล่มป่อง….

นิทานเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจเขียน เพียงแค่คิดอยากเขียนก็เท่านั้น ไม่ได้หวนคำนึงถึงถิ่นฐาน ที่พร่ำสอนละเอียดถี่ถ้วนทุกกระบวนการ เพียงมองย้อนแลหลังกลับ ทำให้เรามองเห็นอะไรหลายๆ อย่างว่า ทำไมสายงานนักวิชาการสาธารณสุขถึงเป็นอย่างที่เห็น ภาพของเด็กจบใหม่ กับประสบการณ์ของเเพื่อนๆ ที่ได้ลิ้มรสแท้แห่งธรรม มันทำให้เรามีสติมากขึ้นจริงไหม หรือเพียงคิดไปเอง
ทุกอณูแห่งรากหญ้ามี หมออนามัย ที่สอดไส้ด้วยคำว่า นักวิชาการ หรือ เจ้าพนักงานก็แล้วแต่ ทุกสรรพสิ่งคือสีแต่งแต้มให้แยกเป็นฝัก ไม่ใช่ฝักหมากบวบ แต่มันคือฝ่ายฝัก ที่ล้วนแล้วแต่เกิดที่มุมมองที่แตกต่างกัน
แท้ที่จริงทิศทางไม่ได้ต่างกันเลย ภาพทุกภาพสะท้อนออกมาให้ประจักษ์ แต่ก็ยังคงดันทุลัง กำปั้นทุบมือตนเองไปวันๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งการเรียกร้องความสนใจ เพียงสักคราก็ดีใจงั้นหรือ ความมุ่งมั่น ความฝันใฝ่ ที่ตั้งมั่นแห่งใจ ว่างั้น งี้ ณ บัดนี้เริ่มเลือนลาง อันจะเกิดจากเหตุผลอันใดนั้น ไม่อาจพาดพิงได้ ได้แต่อิงพนักนั่งเขียนบล็อกให้ได้อ่านกันเพลินๆ เป็นคราๆ ไป
การแปรผันเรื่องการก่อเกิด ทำให้คำว่า นักวิชาการสาธารณสุขแปลเปลี่ยน เพิ่มขีดความเข้มข้นเรื่องการคัดสรรมากขึ้น ถามว่าใครคือคนผิด ก็ใช่ที่ แต่เราจะหาทางแก้อย่างไรต่างหาก ด้วยพื้นฐานการเรียนการสอนต่าง ของเก่า ใหม่ ใครประสงค์สิ่งนั้นไม่ ก็ตามแต่ใจฉันเป็นผู้กำหนด พักหลังสุด มีน้องๆ นักวิชาการตกงาน ใครควรรับผิดชอบ ปากบอกแต่พระนำอ้างว่า ไม่ตกงานแน่นอน ปัจจุบันคงไม่ใช่
จึงฝากเป็นคติให้น้องๆได้อ่านกันว่า ถึงแม้ความมุ่งมันจะเต็มเปี่ยม ความตั้งใจจะไม่มีใครเทียม อย่าลืมว่าพื้นฐานแห่งการต่อยอดสำคัญเหลือคณา จงอย่าทิ้ง ให้เตรียมพร้อมเรียนรู้ ลองผิด ลองถูก เพื่อสร้างความชำนาญในคราต่อไป….ฉันนั้นละ มาบ่น แล้วก็จากไป…..(อือ…เขียนไปตามที่คิดอย่าได้ถือสาอะไร)
ก็ขอให้น้องที่ตกงาน ได้งานเร็วๆ ครับ …….