ประวัติการนวดแผนไทย

message

การนวดไทยนับเป็นภูมิปัญญาอันล้ำค่าของคนไทย ที่มีประวัติและเรื่องราวการสืบทอดกันมาช้านาน จะเห็นได้ว่าการนวดมีบทบาทอย่างสำคัญในการรักษาโรคตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เชื่อว่าคงมีจุดเริ่มต้้นจากการช่วยเหลือกันเองภายในครอบครัว เช่น สามีนวดให้ภรรยา ภรรยานวดให้สามี ลูกหลานนวดให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เป็นต้น มีการใช้อวัยวะต่างๆ เช่น ศอก เข่า และเท้า จนมีการพัฒนาใช้อุปกรณ์ในการนวด เพื่อช่วยให้มีน้ำหนักมากขึ้นหรือสามารถนวดได้ด้วยตนเอง เช่น นมสาว ไม้กดท้อง กะลา จากการนวดช่วยเหลือกันเองภายในครอบครัวทำให้เกิดความชำนาญและมั่นใจ เริ่มมีการนวดช่วยเหลือความเจ็บป่วยของเพื่อนบ้าน จนได้รับความนิยมและเชื่อถือจากผู้มารับบริการจนทำให้เกิดเป็นอาชีพในที่สุด หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการนวดที่เก่าแก่ที่สุด คือ ศิลาจารึก สมัยสุโขทัยที่ขุดพบที่ป่ามะม่วงตรงกับสมัยสมเด็จพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีรอยจารึกรูปการรักษาาโดยการนวด มาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยารัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช การแพทย์แผนไทยรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนวดไทย และปรากฎในทำเนียบศักดินาข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนที่ตราขึ้นในปี พ.ศ. 1998 มีการแบ่งกรมหมอนวดเป็นฝ่ายขวา ซ้าย เป็นกรมที่ค่อนข้างใหญ่มีหน้้าที่ความรับผิดชอบมากและต้องใช้นายแพทย์มากกว่ากรมอื่นๆ มีหลักฐานจากจดหมายเหตุของราชฑูตลาลูแบร์ ชาวฝรั่งเศส ได้บันทึกเรื่องราวหมอนวดในแผ่นดินสยามมีความว่า ” ในกรุงสยามนั้น ถ้าใครป่วยไข้ลง ก็จะเริ่มทำเส้นสายให้ยืด โดยให้ผู้ชำนาญในทางนี้ ขึ้นไปบนร่างกายของคนไข้ แล้วใช้เท้าเหยียบ กล่าวกันว่า หญิงมีครรภ์มีใช้ให้เด็กเหยียบ เพื่อให้คลอดบุตรง่าย ไม่เจ็บปวดมาก ” ต่อมาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ในกฎหมายตราสามดวง “นาพลเรือน” กล่าวถึงการแบ่งส่วนราชการด้านการแพทย์ให้กรมหมอนวด จำแนกตำแหน่งเป็น หลวง ขุน หมื่น พัน และมีศักดินาเช่นเดียวกับเหล่าข้าราชการในสมัยนั้น

ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ การแพทย์แผนไทยสืบทอดในรูปแบบต่อจากสมัยอยุธยา แต่เอกสารและวิชาความรู้บางส่วนคงสูญหายไปจากภาวะสงคราม ทั้งหมอก็ถูกจับไปเป็นเชลยศึกส่วนหนึ่งด้วยอย่างไรก็ตามหมอกลางบ้านและหมอพระซึ่งอยู่ตามหัวเมืองยังมีเป็นจำนวนมาก จึง่ายต่อการระดมในชั้นหลังพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดฯให้ปั้นรูปฤาษีดัดตนซึ่งเป็นรูปหล่อด้วยสังกะสีผสมดีบุกเพิ่มเติม จนครบ 80 ท่า และจารึกสรรพวิชาการนวดไทยลงบนแผ่นหินอ่อน 60 ภาพ แสดงจุดนวดอย่างละเอียดประดับบนผนังศาลารายและบนเสาในวัดโพธิ์ ต่อมารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลักฐานการแบ่งส่วนราชการยังคงมีกรมหมอนวดเช่นเดียวกับสมัยอยุธยา และทรงโปรดให้หมอยา หมอนวด ถวายการรักษาความเจ็บป่วยยามทรงประชวร แม้เสด็จประพาสแห่งใดจะต้องมีหมอนวดถวายงานนวดทุกครั้ง ได้มีการชำระการนวดไทยและเรียกแพทย์หลวงหรือแพทย์ในพระราชสำนัก ครั้นเมื่อในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว การแพทย์แผนตะวันตกได้เข้ามาสู่สังคมไทย การนวดจึงเริ่มหมดบทบาทในพระราชสำนัก ส่วนหมอนวดแบบชาวบ้านยังคงใช้การนวดแบบดั้งเดิมที่ได้รับการเรียนรู้สืบทอดจากบรรพบุรุษ

ผลเสียของสเตียรอยด์ต่อร่างกาย

steroid

ผลเสียต่อระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ อาจมีผลเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพและอารมณ์ และทำให้นอนไม่หลับ
กระสับกระส่าย หงุดหงิดก้าวร้าว และมีอาการของโรคจิตขึ้นได้ ผู้ป่วยลมชัก โรคจิต ไม่ควรใช้ยานี้

ผลต่อตา : การใช้ยาสเตียรอยด์ในรูปยาหยอดตาทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้น จนกลายเป็นโรคต้อหินถ้ารักษาไม่ทันอาจตาบอดได้
ถ้าเป็นยากินจะส่งผลให้เกิดโรคต้อกระจกได้

ผลต่อผิวหนัง : การใช้ในรูปของยาทาภายนอกมีผลทำให้ผิวหนังบางเป็นรอยแตก และมีลักษณะเป็นมัน อาจมีผื่นแดงมีสิวเกิดขึ้น

ผลต่อกระเพาะอาหาร : ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารบางลง และยับยั้งการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นทดแทนเนื้อเยื่อที่หลุดไปและยังทำให้มีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น
ถ้าเป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว อาจทำให้กระเพาะทะลุถึงตายได้

ผลต่ออวัยวะที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมน : คือฮัยโปธาลามัส ต่อมพิทูอิทารี และต่อมหมวกไต เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
และหยุดใช้ยาทันที ร่างกายจึงอยู่ในภาวะขาดฮอร์โมน เกิดอาการผิดปกติต่างๆ เช่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ มีไข้ อ่อนเพลีย
ความดันเลือดต่ำ น้ำตาลในเลือดต่ำอาจช๊อก ถึงตายได้ และถ้าถูกกดไว้นานๆ ต่อมอาจฝ่อลงได้

ผลต่อกล้ามเนื้อ : การใช้ยาเป็นเวลานานอาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอลงโดยเฉพาะบริเวณต้นขา และต้นแขน

ผลต่อตับอ่อน : อาจทำให้ตับอ่อนอักเสบได้

ผลต่อกระดูก : มีผลทำให้ปริมาณแคลเซียมในร่างกายลดลง ทำให้เกิดกระดูกไม่แข็งแรง มีผลให้เกิดโรคกระดูกพรุน กระดูกผุ และหักง่าย

ข้อมูลจาก : ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ จังหวัดอุดรธานี

วิธีใช้ชุดทดสอบสารสเตียรอยด์ DMSc

dmsc

ชุดทดสอบ DMSc Steroid เป็นชุดทดสอบสำหรับใช้ในการตรวจสอบเบื้องต้น สำหรับเดกซ์ซาเมธาโซน และเพร็ดนิโซโลน ซึ่งเป็นสารสเตียรอยด์ที่ใช้ปนปลอมในยาแผนโบราณรูปแบบต่างๆ เช่น ยาลูกกลอน ยาน้ำ ยาเม็ด และแคปซูล เป็นต้น ลักษณะการตรวจเป็นแบบให้ผลเชิงคุณภาพ โดยใช้เทคนิคอิมมูโนโครมาโทกราฟี (Immunochromatography) ปริมาณต่ำสุดที่สามารถตวจวัดได้สำหรับเดกซ์ซาเมธาโซน เท่ากับ 1 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และสำหรับ เพร็ดนิโซโลน เท่ากับ 50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร

วิธีการทดสอบ

1. บดเม็ดยาให้แตกละเอียดหรือใช้กรรไกรสะอาดตัดเป็นชิ้นเล็กๆ
2. ตักตัวอย่างด้วยหลอดพลาสติกสำหรับตักตัวอย่างของแข็ง หรือ หลอดหยดตัวอย่าง (ของเหลว) ลงในหลอดทดสอบพลาสติกปริมาณเท่าขีดสีน้ำเงินข้างหลอดทดสอบ (ขีดล่าง)
3. หยดน้ำยาจากขวดบรรจุน้ำยาละลาายตัวอย่าง ลงในหลอดทดสอบที่ใส่ตัวอย่างจนถึงขีดสีแดงที่ข้างหลอดทดสอบ (ขีดบน)
4. ปิดด้วยจุกพลาสติก เขย่าให้เข้ากันประมาณ 3 นาที
5. ตั้งทิ้งไว้จนเกิดการแยกชั้น
6. นำชุดทดสอบออกจากซองบรรจุ วางชุดทดสอบบนพื้นราบที่สะอาด ใช้หลอดหยดตัวอย่างดูดน้ำยาส่วนใสโดยระวังไม่ให้มีฟองอากาศและหยดลงในหลุมทดสอบในลักษณะตั้งตรงทีละหยด จำนวน 4 หยด
7. อ่านผลการทดสอบภายใน 10-15 นาที

วิธีการแปลผลทดสอบ

ผลลบ : ปรากฎแถบสีม่วงแดง 2 แถบ บริเวณตำแหน่ง C และ T ที่หน้าต่างแสดงผล โดยความเข้มข้นของสีที่ตำแหน่ง T อาจจะเข้มหรือจางกว่าตำแหน่ง C ก็ได้

ผลบวก : ปรากฎแถบสีม่วงแดงเพียงแถบเดียว บริเวณตำแหน่ง C ที่หน้าต่างแสดงผลแสดงว่ามีสเตียรอยด์ชนิดเดกซ์ซาเมธาโซน และ/หรือ เพร็ดนิโซโลนปนปลอมในตัวอย่างที่ทดสอบ

แปรผลไม่ได้ : ไม่ปรากฎแถบสีม่วงแดงที่ตำแหน่ง C และ T หรือปรากฎแถบสีม่วงแดงที่ตำแหน่ง T

ข้อมูลจาก : ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ จังหวัดอุดรธานี

HARM Mohanamai.com

harmwebsite

หลายท่านอาจสังสัย…ว่าทำไมวันนี้ผมมาแปลก ขึ้นหัวข้อด้วยภาษาอังกฤษ ว่า Harm Mohanamai.com จริงๆ แล้วผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าของเว็บ หรือผู้ดูแลเว็บที่กล่าวอ้างในเบื้องต้น บางคนสงสัยว่า สองเว็บนี้เป็นคนๆ เดียวกันเขียน…ผมคงไม่อาจเทียบทานเจ้าที่ที่เรียกได้ว่า แรง แรง ในวงการหมออนามัยอย่างเว็บพี่ใหญ่ Mohanamai.com หรอกครับ…

เพียงแต่เว็บบล็อกแห่งนี้ต้องการ…เคาะสะท้อนเสียงในบางเรื่อง หรือ หลายเรื่อง ที่ผมเองอยากเขียน และเพื่อนๆ แนะนำเข้ามาทาง sugunxp@hotmail.com ที่คิดว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ จะได้ช่วยกันวิพากในทางสร้างสรรกันต่อไป

เย็นนี้..ผมคิดไงไม่รู้อยากเข้าไปอ่านเรื่องราวที่เว็บ Mohanamai.com แต่เจอข้อความในข้้างต้นที่หมายความในทำนองที่ว่า เว็บนี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพคอมพิวเตอร์ท่านซะงั้น..แล้วใครจะเสี่ยงคลิ๊กละนี่ หากผิดพลาดมาฉันก็ต้องเสียเวลามานั่งลง window ใหม่อีก หรือไม่ก็อาจเสียเสถียรภาพไป…ไม่เสี่ยงดีกว่า..

จึงนำมาเล่าสู่กันฟังว่า การมีเว็บแล้วใช้โดยไม่ทะนุถนอม มันก็เป็นเช่นนี้จริงๆ เนื้อหาที่แรงเกินความพอดี ทำให้พี่ใหญ่อย่าง google เก็บเข้ากรุ….หรือไม่ก็โดนไวรัส..ฯลฯ หลายประเด็นรวมๆ กัน แต่อย่างไรก็ขอให้เว็บกลับมาเป็นปกติเร็ววันครับ….จะตามอ่านต่อไป เพราะเราเป็นความเหมือนที่แตกต่างนั่นเอง