ปฏิบัติตนอย่างไรละ…ให้ห่างไกลเบาหวาน

healthytody

สวัสดีปีใหม่ไทย…ทุกท่านครับ ก็ขอให้สุขภาพดีกันทุกท่าน ทุกคน คิดสิ่งใดก็ขอให้สมดังปรารถนาทุกสิ่ง ทุกประการ ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย จึงได้นั่งเขียนบล็อกให้ทุกท่านได้อ่านกัน…จริงๆ ผมเองก็นึกแปลกใจเหมือนกันว่า ทำไมเราต้องมาเขียนเรื่องที่มีข้อมูลมากมายอยู่แล้วในยุคปัจจุบัน เอาเป็นว่าช่วงเวลาที่ยังมีแรงกาย แรงใจเต็มที่ ทำอะไรได้ก็ทำไปครับ…..

บ่นพรึมพรำๆ แล้วก็มาต่อกันที่การปฏิบัติตนเพื่อให้ห่างไกลโรคเบาหวานกัน…จริงๆ แล้วจากการศึกษาข้อมูลด้านการเกิดโรคเบาหวานนั้น ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดโรคมักเป็นปัจจัยที่ใกล้ตัวเรา และเราสามารถทำได้ด้วยตนเอง แต่การเริ่มต้นในการเปลี่ยนวิถีในการดำเนินชีวิตเป็นสิ่งที่ยาก เราเองก็เข้าใจ แต่เชื่อว่าหากเราคิดที่จะเปลี่ยน และมีพลังใจที่เข้มแข็งในการปฏิบัติก็คงไม่ยากเกินความสามารถของทุกท่าน ก็ขอเป็นกำลังใจให้สู้โรค สู้ภัยสุขภาพ กันต่อไป เชื่อเสมอครับว่า คงไม่มีคำว่าแพ้…สำหรับนักสู้สุขภาพทุกท่าน

ปัจจัยแรกก็คงเป็นเรื่อง อาหารการกิน คือ ไม่กินอาหารหวาน มัน เค็ม เพิ่มอาหารผัก และผลไม้ที่รสไม่หวาน ปรับเปลี่ยนวิธีในการปรุงอาหาร จากการทอด หรือใช้น้ำมัน เป็นการตุ๋น นึ่ง ต้ม อีกทั้งไม่ควรซื้ออาหารกรุบกรอบไว้ใกล้ตัว อย่างเวลาดูทีวี หรือนั่งเล่น

การรับประทานผัก ควรให้ได้ 3-5 ส่วนต่อวัน ได้แก่ ผักสด 3-5 ทัพพี/วัน หรือผักสุก 9 ช้อนโต๊ะ/วัน
รับประทานผลไม้ 2-4 ส่วน/วัน (ผลไม้ขนาดกลาง เช่น ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล 1 ผล เท่ากับ 1 ส่วน)
เลิกสูบบุหรี่่ และควรหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ (สำหรับท่านที่ไม่สูบบุหรี่
ลดการดื่มแอลกอฮอล์ หรือไม่ดื่มเลยยิ่งดี (ขนาดที่พอเหมาะ ชายไม่เกิน 2 แก้ว/วัน หญิงไม่เกิน 1 แก้ว/วัน)
2. การออกกำลังกายหรือการเคลื่อนไหวร่างกาย ที่กระฉับกระเฉง ถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ หรืออาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้ลิฟท์ เป็นใช้บันไดแทน
3. ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ตรวจสอบอย่างง่ายคือ หญิงรอบเอวไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร ชายรอบเอวไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร
4. การดูแลจิตใจและอารมณ์ ใช้เวลาว่างในการผักผ่อน ทำจิตให้ผ่อนคลาย เช่น กิจกรรมที่ชอบ งานอดิเรก ร่วมกับครอบครัว….
5. หมั่นตรวจสุขภาพประจำปีในผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
6. ควบคุมระดับความดันโลหิต ไม่ให้เกินค่่าปกติ คือ 120/80 หรือ ไม่ควรเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท
การปฏิบัติตนในข้างต้นแล้วก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวานนะครับ เพียงแต่บ่งบอกว่าสามารถลดอุบัติการณ์ในการเกิดโรคได้นั่นเอง…ถึงกระนั้นเราเองก็อาจจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ป่วยเบาหวานได้ และต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยาตามแพทย์สั่งในลำดับต่อไป….สงกรานต์ปีนี้ หมออนามัย.com ขอส่งแรงใจ ความสุข และความปรารถนาดีถึงเพื่อนๆ ที่ติดตามอ่านทุกท่านครับ

โรคเบาหวาน…ป้องกันได้เพียงรู้และเข้าใจ

dmimage

มีเอกสารจากสำนักงานโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งแผ่นพับฉบับนี้มา เลยถือโอกาสนี้เขียนให้ทุกท่านได้อ่านกัน….

หัวข้อเรื่อง โรคเบาหวาน…ป้องกันได้เพียงรู้และเข้าใจ

เมื่อเอ่ยถึงโรคนี้เลย หลายท่านอาจจะเมินหน้าหนีห่าง…เพราะผู้ป่วยเบาหวานนั้นอยู่ใกล้ตัวเราเหลือเกินจนบางครั้ง เราคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว…แต่กระนั้นก็ตามที เราก็ควรทราบข้อมูลอีกสักครั้งก็ใช่ว่า….จริงไหมครับ…เริ่มเลยละกัน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนครับว่า โรคเบาหวานนั้น ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากเราควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ในระดับปกติได้ ก็จะสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ…เฝ้าระวังเพียงอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เท่านั้น….

ตามหลักวิชาการได้กล่าวว่า โรคเบาหวาน เป็นความผิดปกติเนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในร่างกายไปใช้ได้อย่างเต็มที่ สาเหตุเนื่องจากขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือไม่ขาดฮอร์โมนแต่ร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่อฮอร์โมนชนิดนี้ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงนั่นเอง…

2 ชนิดของเบาหวาน ที่ควรรู้ก็คือ

1. เบาหวานชนิดที่ 1 เบาหวานชนิดนี้พบได้น้อย จำเป็นต้องฉีดฮอร์โมน คือเกิดจากร่างกายผลิตฮอร์โมนได้น้อย พบได้ค่อนข้างน้อยประมาณ 5-10 %
2. เบหาวนชนิดที่ 2 เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้ิอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ พบได้ประมาณ 90-95 %

ข้อแตกต่างของเบาหวานทั้ง 2 ชนิดคือ ชนิดที่ 1 ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ชนิดที่ 2 ป้องกันได้ที่ ร้อยละ 80 โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหารนั่นเอง

รู้อีกนิด เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง

1. ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ได้แก่ กรรมพันธุ์ อายุที่เพิ่มขึ้น ประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือน้ำหนักเด็กแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม
2. ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ได้แก่ อ้วน ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติของไขมันในเลือด การขาดการออกกำลังกาย เกิดจากการใช้ยาบางชนิด

อาการของโรคเบาหวาน…ก็รู้จักกันดี..

แต่ต้องเข้าใจก่อนครับว่า บางรายอาจไม่มีอาการดังกล่าวนี้เลย แต่ก็สามารถเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน

1. อาหารปัสสาวะบ่อย และอาจจะพบว่าปัสสาวะมีมดตอม
2. หิวน้ำบ่อย เนื่องจากต้องทดแทนน้ำที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ
3. กินเก่ง หิวเก่งแต่น้ำหนักจะลดลง น้ำหนักลดเนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาล จึงใช้พลังงานจากการสลายไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อ
4. คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอด ของผู้หญิง
5. เห็นภาพไม่ชัด ตาพร่ามัว
6. ชาไม่มีความรู้สึก หย่อนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากน้ำตาลสูง นานๆ ทำให้เส้นประสาทเสื่อมเกิดแผลที่เท้าได้ง่าย..เพราะไม่รู้สึกนั่นเอง

สำหรับวันนี้…พอแค่นี้ก่อนละกัน รอต่อโพสหน้าครับ….

ขอบพระคุณภาพจาก : http://www.perfectly-health.com/images/1216543096/Islet%2520Cell%2520Transplantation%2520summary.jpg

ผลกระทบจาการขาดสารไอโอดีน

ohrro

จากโพสก่อนได้พูดถึงจำนวนเด็กแรกเกิดที่มีภาวะขาดสารไอโอดีนเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย มาวันนี้ถือโอกาสหยิบยกผลกระทบจากการขาดสารไอโอดีน ที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลย จริงๆ แล้วภาวะการขาดสารไอโอดีนนั้น ผลจะรุนแรงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราขาดสารไอโอดีนในช่วงเวลาใด และยาวนานแค่ไหน ถ้าหากมารดาที่ตั้งครรภ์ขาดสารไอโอดีนมาก โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคเอ๋อ ก็มีสูง….ตามไปด้วย

อาการส่วนใหญ่ ตามวัย ก็จะประมาณนี้

หญิงตั้งครรภ์แม่ที่ขาดไอโอดีนขณะตั้งครรภ์ ลูกที่ออกมาจะมีภาวะธัยรอยด์ฮอร์โมนตั้งแต่แรกเกิด ถ้าแม่มีการขาดไอโอดีนระดับที่รุนแรงจะกระทบกระเทือนต่อการพัฒนาของสมอง และระบบประสาท อาจทำให้ทารกตายได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือ พิการแต่กำเนิด ทำให้เกิดภาวะปัญญา่อ่อน ไม่สามารถแก้ไขได้ หรือที่เรารู้จักในนาม โรคเอ๋อ นั่นเอง (รูปร่างเตี้ย แคระแกรน ปัญญาอ่อน)

หากจำแนกตามวัย จะพบว่า

เด็กวัยเรียน ทำให้สมองเติบโตช้า ไอคิวต่ำ เรียนรู้ช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน
ผู้ใหญ่ : มีอาการเกียจคร้าน อ่อนเพลีย เชื่องช้า ง่วงซึม ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ผิวหนังแห้ง ท้องผูก เสียงแหบ ทนความหนาวเย็นไม่ค่อยไ้ด้

แต่อย่างไรก็ดี ขอให้ผู้ที่กำลังจะเป็นแม่ ไม่ว่ามือใหม่หัดขับ หรือเชี่ยวชาญแล้วก็มั่นเฝ้าระวังและตรวจภาวะขาดสารไอโอดีนกันด้วยนะจ๊ะ….

ภาพจาก : http://image.konmun.com/images/58502baby_27.jpg