กำเนิด ” กรมคุมประพฤติ “

behaviercontral

เคยสงสัยเหมือนกันครับว่า กรมคุมประพฤติ มีหน้าที่อะไร และมีความเป็นมาอย่างไร เลยถือโอกาสค้นคว้้า มาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ ประเทศไทยเรานำระบบคุมประพฤติมาใช้ในปี พ.ศ. 2495 ในเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดตามมาตรา 56 ,57 และ 58 แต่รูปแบบก็ไม่ดีเท่าที่ควร ศาลยังใช้มาตรการรอการกำหนดโทษอยู่ในช่วงนั้น

จนมาถึงปี พ.ศ. 2522 ที่รัฐบาลผ่านพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา และได้ดำเนินการจริงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2522 ซึ่งได้ผลน่าพอใจ จึงได้เปิดให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากวิธีการคุมประพฤตินี้ทั่วประเทศ

จนทำให้งานคุมความประพฤติ มีบทบาท และมีความสำคัญขึ้นทุกวัน จึงได้ยกฐานะเป็น ” กรมคุมประพฤติ ” เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2535 และยังมีพระราชบัญญัติให้โอนอำนาจหน้าที่ และกิจการบริหารบางส่วนของสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ กระทรวงยุติธรรม ไปเป็นของกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม

ถึงแม้ว่า กรมคุมประพฤติจะยกฐานะขึ้นมา แต่ก็ยังมีหลายหน่วยงาน หลายกรมที่รับผิดชอบร่วมอยู่ จนมาถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2544 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้กรมคุมประพฤติเป็นหน่วยงานกลักในการคุมความประพฤติ ที่กระทำผิดทั้งชั้นก่อนฟ้อง ชั้นการพิจารณาคดี และชั้นภายหลังศาลมีคำพิพากษา

ปี 2545 ที่กรมคุมประพฤติมีความชัดเจน ถึงจุดสูงสุด ครอบคลุมถึงการคุมความประพฤติผู้ต้องหา และผู้กระทำผิด

ภาพจาก : http://www.logothailand.com/shop/l/logothailand/img-lib/spd_20080403135608_b.jpg

ฉันเป็นหมออนามัย…หาใช่ซุปเปอร์แมน

supermanph

ฉันจะขึ้นต้นอย่างไรดีละ….เอาเป็นว่าเริ่มที่สถานการณ์ในประเทศไทยก็แล้วกัน หากที่บ้้านมีทีวี คงทราบกันดี (แล้วจะพูดทำไมหว่า…) ใช่แล้วครับ สถานการณ์ที่มีการแบ่งพรรค แบ่งเหล่า เรียกร้องสิทธิของฉัน ของคุณ ของตัว ที่นับวันยิ่งลืมตัวว่าตนเองอยู่ได้อย่างสงบร่มเย็นทุกวันนี้ เกิดจากความเป็นหนึ่งอันเดียวของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่หรือ ?

1 เสียงหมออนามัยเล็กๆ ที่ร่วมเคาะกะโป๋ กะลา บอกกล่าวให้ทราบเป็นหย่อมๆ ว่า ” ยุติความรุนแรง ” หันหน้าเพื่อสร้างสรรค์ อย่าตะบันหน้าเพื่อชิงชัยเลย การแพ้ ชนะ เป็นสิ่งสวยงามของกีฬาเท่านั้น ใช้ไม่ได้กับการปกครองประเทศ….

พอละ…พูดแค่นี้ดีกว่า…เดี๋ยวเป็นการหันหัวใส่เหา…..

กลับเข้าสู่ประเด็นที่ต้องการพูดในวันนี้ ว่า ” หมออนามัยไม่ใช่ซูปเปอร์แมน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเหลื่อมล้ำของสายงานไม่ว่า สายใด ล้วนแล้วมีในสายใยลึกๆ รอให้กลุ่มผู้ว่างงานจัด ขุดขึ้นมาแถลง ว่าเธออย่าทำอย่างนั้น ฉันจะทำอย่างนี้ จนบางครั้งลืมมองไปว่า มีผู้ที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง ฉันจะเอาอย่างนั้น หรือ เธออย่าทำอย่่างนี้อยู่

ตัวกลาง ที่เคยประสานรอยระหว่าง ยศ ศักดิ์ที่คั้มคอจนหนัก ก้มหัวให้ใครไม่ได้นั้น ถูกเปิดโดยวิถีรากหญ้า ยกตัวอย่างสายงานทางการแพทย์อ้อมแอ้มนี่ละ ในความคิดส่วนตัว ใครจะคิดอย่างไร ก็คิดอยู่ในใจนั่นละ….. บทบาทหน้าที่รับผิดชอบของผู้ให้บริการด้านสุขภาพ จะชัดเจนเมื่อมีการแบ่งผลประโยชน์ และเมื่อมีใครจะมาแย่งผลประโยชน์…

คำกล่าวที่ว่า ” ใครทำใครได้ ” กลายพันธุ์เป็น ” ใครทำก็ช่่างแต่ฉันจะเอา ” ถือเป็นการใช้ความเหลื่อมล้ำในเบื้องต้นกวาดโกยผลประโยชน์เข้าตัว ใครจะสะท้อนอย่างไรไม่สน คิดเสียว่า ก็ฉันจะเอา..

ชาวหมออนามัยเองก็เช่นกัน ผมมองว่าชาวหมออนามัยทุกท่านเก่งๆ กันเยอะมาก ลองถอยหลังแล้วมองไปข้างหน้าอีกสักครั้งสิ แล้วท่านจะเห็นว่า ในกลุ่มของผู้กีดกันแห่งช่องทาง ยังคงมีร่องรอยแห่งหนู ที่แคะ แทะไว้ให้ลอดผ่าน ขอเพียงเราถอยหลังมาแล้วก้มหัวลงสักนิด เพื่อลอดผ่านพิกัดแห่งชัยชนะ ที่ถูกตีค่าว่าเป็นเกียรติของเราชาวหมออนามัย…

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของการทำงานหมออนามัย (นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัิิติการ) ที่นับวันยิ่งหนักหน่วงขึ้นทุกคราไป ด้วยระบบการดูแลสุขภาพที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลง แค่คำสั้นๆ ว่าองค์รวม เล่นเอาเหล่าหมออนามัยในชุมชนทั้งหลายน่วมไประนาว…..

ปิดท้ายด้วยคำสั้นๆ ว่า งานใครก็มารับเอาบ้าง อย่ารับเอาเพียงผลงาน และผลประโยชน์แห่งตนสิ…เมื่อวันนั้นมาถึง…หมออนามัยขอเป็นประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง ที่เดินเคียงข้างประชาชนตลอดไป…………..

ฉันเขียนบล็อกนี้เป็นงานอดิเรก

หมออนามัย

จากแนวคิด สู่เรื่องราว เรียบเรียงผ่านอักษรสูง ต่ำ ดำ ขาว อันนี้ไม่เกี่ยว หุ … ที่ตั้งใจอยากจะสื่อสารกับเพื่อนๆ ที่เยี่ยมชมบล็อกแห่งนี้ หรือ คุณๆ ท่านๆ ที่รักสุขภาพ ผมเป็นเสียงเล็กๆ แทนใจในมุมมองของนักวิชาการด้านสุขภาพ ที่ความคิดไม่ได้เปิดกว้างอะไรมากมาย บางครั้งยังแอบคิดเหมือนกันว่า จะทำอย่างไรให้สิ่งที่เราเขียนนั้นเข้าใจง่ายๆ ให้ชาวบ้านที่ห่อข้าว กับ ปลาแดกบอง ไปกินตามสวน ตามไร่ ได้อ่านรู้เรื่อง เมื่อถึงยุคที่กลุ่มคน ชรา ที่ใช้อินเตอร์เน็ตอยู่เถียงนาในอนาคต 40 ปีข้างหน้า…แน่นอนผมคงเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายนั้น ที่บอกว่า ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น คนจะอายุยืน….สาธุ…..

สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่า ทุกท่านที่อ่านบล็อกนี้ คงอายุยืนถึงวันนั้นกันทุกท่าน ทุกคน เหอะๆ (พูดเป็นเล่นไป)

ก่อนอื่นต้องนำเรียน ทุกท่านนะครับว่า ผมเขียนบล็อกนี้ไม่ได้หวังสิ่งใดเลย เพียงแค่คิดอยากเขียนเรื่องอะไรก็เขียน อ่านบทความจากหนังสือ หรือนิตยสารต่างๆ ตำราบ้าง สะมะปิ สัมมะปอย แล้วนำมาเขียนในมุมมองส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก (พอๆ เริ่มใกล้เคียง สส.แล้วนี่)

ผมเป็นนักวิชาการสาธารณสุข แต่ มีแนวคิดด้านการตลาดออนไลน์ ไม่ต้องแปลกใจที่ผมจะเขียนบล็อกแห่งนี้เป็นงานอดิเรก เนื่องจากบล็อกแห่งนี้ไม่ทำเงิน หากเพียงแต่ว่าทุกท่านจะอุดหนุนเสื้ออนามัยชุมชน ถึงจะพอมีอยู่มีกิน กับบ้านเมืองเค้า….ซะงั้น

วันนี้มีเรื่องราวที่ไม่ Hot มาฝาก (แล้วใครจะอยากอ่านนี่..) ถึงแม้ว่าเรื่องราวจะชาชินแล้ว แต่ก็ยังไม่จบ จึงต้องมาเน้นย้ำกันอีกสักครั้ง….

นั่นคือ โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั่นเอง

ผู้ที่ได้รับเชื้อนี้ ในระยะ 3 วันจะมีปริมาณเชื้อเยอะมาก แน่นอนก็สามารถแพร่กระจายได้ง่าย ทาง การไอ จาม พูดคุย น้ำลาย เสมหะ ในระยะ 1-2 เมตร และมีชีวิตอยู่ได้ 2-8 ชั่วโมง

วิธีการป้องกันก็ง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเรา ดังนี้

ทิ้งระยะห่างประมาณหนึ่งช่วงแขน จากผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัด
ไม่ใช้สิ่งของร่วมกันผู้อื่น
ล้างมือบ่อยๆ
ฝึกนิสัยไม่ให้แคะจมูก จับปาก ขยี้ตา …
หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด

สร้างเสริมภูมิคุ้มกันก็เป็นทางออกที่ดี

คือ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ (อันนี้รู้กัน…แต่ทำน้อย ซิมิ)
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ (อันนี้ก็รู้อีก…)
พักผ่อนให้เพียงพอ..
ไม่สูบบุหรี่ แอลกอฮอล์

จริงๆ แล้วโรคนี้มีเพียงส่วนน้อย ประมาณ 5 คน ใน 100 คนเท่านั้นที่จะมีอาการรุนแรง โดยอาการส่วนใหญ่ก็ไข้หวัดธรรมดาๆ

จากสถิติ ณ ตอนนี้้ ผู้มีอาการรุนแรง คือ กลุ่มผู้ป่วยดังนี้ หอบหืด หัวใจ โรคปอด หญิงตั้งครรภ์ อ้วน มะเร็ง เอดส์ ภูมิคุ้มกันต่ำ

หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์โดยไว ไม่ต้องมาหาหมออนามัยก็ได้. เหอะๆ

ไข้สูงไม่ลดลงภายใน 2 วัน เด็กมีอาการชัก ไอมากจนเจ็บหน้าอก ไอมีเลือดปน หายใจถี่ หอบ ไม่ทานอาหาร ไม่ดื่มน้ำ ซึมมาก อ่อนเพลียมาก นอนซม อาเจียนมาก….
สาเหตุต้องพบแพทย์โดยไว ก็เพื่อที่จะได้รับยาต้านไวรัสโดยเร็วภายใน 3-4 วัน ยิ่งได้รับเร็วประสิทธิภาพในการรักษายิ่งดีนั้นเอง…

เรื่องดีๆ มีไว้บอกต่อ ” เสื้ออนามัยชุมชน “

ผมเองเคยสงสัยเหมือนกันครับว่า เสื้ออนามัยชุมชน สีฟ้า – ขาว นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมเมื่อตอนเรียนอาจารย์ถึงให้ใส่ชุดกราวน์ มองดูก็ละม้าย คล้ายแพทย์ไปซะกะนั้น เมื่อก่อนก็รู้สึกโก้เก๋อยู่หรอกครับ พอนานๆ ไปเริ่มรู้สึกว่า มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ Uniform ของเราซะงั้น….จะทำอย่างไรดีละ..

มองเพื่อนๆ พยาบาลใส่ชุดฟ้า ขาว เราก็อยากใส่กับเค้าบ้าง ตกลงชาวสาธารณสุขเรา จะใส่ฟอร์มไหนกันแน่ ยังไม่ทราบที่ไปที่มาแน่ชัด แต่ด้วยเสื้อสีนี้ ใช้กันบ่อยมากๆ เมื่อออกพื้นที่ หรือ ให้บริการด้านสุขภาพกับประชาชน เอื้อให้ประชาชนเข้าใจว่า เสื้อฟอร์มนี้ เป็นเสื้อหมออนามัย หรือ ชาวสาธารณสุขซะอย่างนั้น (นีเป็นเพียงความคิดส่วนตัว..)

วันก่อน (หลายวันมาแล้วละ..) ผมเดินทางไปประชุมที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย ก็ได้พบกับ เสื้ออนามัยชุมชนแบบบังเอิญ ก็เลยบังเอิญซื้อมา 3 ตัว เก็บไว้ใส่เอง 1 ตัว อีก 2 ตัวให้แฟน เมื่อได้ลองเสื้อเธอชมไม่ขาดปากเลยครับว่า เสื้ออนามัยชุมชนนี้สวยจัง ขนาดเค้าตัดมายังไม่สวยขนาดนี้เลย….

เช่นกัน ผมเองไม่ค่อยชอบเสื้อสำเร็จรูปเท่าไหร่นัก เพราะไม่เข้าหุ่นอันเพรียวบางของฉันเลย..(หหุ…ช่างกล้าา..) แต่ผมกลับเปลี่ยนแนวคิดนั้นในบัดดลเมื่อเห็นเสื้อ…

ตัดสินใจฉีกกระเป๋า ซื้อซะเลย 3 ตัว เงินพันปลิวเหวิ่งๆ …..

เห็นแฟนผมมีความสุข ที่ได้ใส่เสื้อสวยๆ ก็เลยคิดถึงเพื่อนๆ ที่ตามอ่านบล็อกแห่งนี้ อยากให้มีความสุขในการทำงาน ด้วยเสื้อที่สวยหรู ดูดี มีสกุล ไม่่บอกไม่มีใครรู้ว่าเป็นเสื้อสำเร็จรูป……

ผมโพสในบล็อกแห่งหนึ่ง ได้รับกระแสตอบรับดีมากๆ Email มาไ่ม่ขาดสาย…(เว้อละๆ….) อย่าส่งเมลล์มาบ่อยมากเดี๋ยวผมไม่เป็นการทำงาน…..

หากท่านเริ่มอดใจไม่ไหว หรือ อดใจไว้ก่อน ก็ Order มาที่นี่ครับ http://www.unitynature.com/order.html Email : sugunxp@hotmail.com หรือ โทร. 084-3795772

แค่ใช้ดีแล้วบอกต่อ ไม่ดี ไม่เขียนลงบล็อกให้เมื่อยมือหรอกแม่คุ้น………..

ดูแบบเสื้อเพิ่มเติมได้ที่ shop.unitynature.com

ฉันกลับมาแล้ว…..

manph

ไม่ได้เข้ามหาทักทายเพื่อนๆ (รึเปล่า…) ที่แวะเยี่ยมชมบล็อกแห่งนี้เสมอมา เนื่องจากว่าหลักการเขียนบล็อกหลายๆ ที่ของผมนั้นจำเป็นต้องเปิดประเด็นด้วยเนื้อหาเป็นส่วนใหญ่เพื่อลดเวลาในการสื่อสารนั่นเอง อีกทั้งเพื่อความรวดเร็วในการทำอันดับ หรือ Rank

ถึงแม้ว่าสถานการณ์เราชาวหมออนามัย จะเหหันไปต่างๆ นานา ผมเองเชื่อว่า หมออนามัยยังคงอยู่ในใจของประชาชนเสมอ…บล็อกแห่งนี้ร่วมเป็นสื่อกลางในการส่งผ่านความดี เพื่อย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ถึงแม้ปีแรกไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก เพราะมีโปรเจคที่เราให้ทำเยอะแยะมากมาย งานราช งานหลวงคงต้องสับขาหลอกกันให้ดี ไม่งั้นคงเกิดอุบัติเหตุ หัวฟาดพื้น เย็บแผลตัวเองเป็นแน่แท้….หุหุ

ถือโอกาสเปลี่ยนแปลงโฉมบล็อกสักเล็กน้อย เพื่อให้เป็นสีสัน ช่วงนี้คิดอะไรไม่ออกในการดีไซด์ มองเห็นภาพตัวเองเลยจับมาใส่หัวบล็อกซะงั้น ทนๆ เอาหน่อยนะครับ หากทำให้เคืองหู เคืองตา… คิดซะว่า มันบล็อกของฉันก็แล้วกัน หุหิ

วันนี้แจ้งแถลงแค่นี้ก่อนละกัน วันหลังค่อยมาต่อกันเด้อพี่น้อง…..