พ.ร.บ. หมออนามัย

กระแสผลักดัน พ.ร.บ. วิชาชีพหมออนามัย ก้าวล้ำมาหลายปีมากๆ ครับ ในความคิดส่วนตัวของผมเองนะครับ ซึ่งเป็นหนึ่งในคำว่าเอ่ย ” หมออนามัย ” เช่นกัน ความคาดหวังในความก้าวหน้าในสายงานหมออนามัย และค่าตอบแทนต่างๆ นานาไม่มีในหัวใจ เพราะผมเองเชื่อว่า การมีความรู้ จะนำมาซึ่งค่าตอบแทนที่น่าภาคภูมิใจมากกว่า ไม่มีข้อจำกัดแห่งหนทาง แต่ก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ เห็นช้างขี้ ก็อยากขี้ตาม ในกรณีการต่อสู้เพื่อ พ.ร.บ. วิชาชีพหมออนามัย นับวันยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ด้วยแรงแห่งคำว่า ศักดิ์ศรี ร่วมผลักดัน ผนวกกับภาระแห่งการขับเคลื่อนพลังสุขภาพล้วนแล้วพุ่งตรงดิ่ง มาที่พวกเราชาวหมออนามัยแบบเต็มๆ การหยิบจับอะไร คือเรา เรา และก็เรา แต่ด้วยกรอบเงามืดต่างๆ แห่งความเหลื่อมล้ำในวิชาชีพ ทำให้ผู้ทำไม่ได้รับประโยชน์ ผู้หยิบแบบฉาบฉวยกลับได้เชิดหน้า ชูตา เป็นสิ่งที่เห็นจนชินชา บางครั้งผมก็รู้สึกอายแทน…
ด้วยความเสี่ยง ที่ติดตามเราชาวหมออนามัยไปทุกที่ ทำงานด้วยความหวาดผวา ไม่ต่างอะไรกับพื้นที่อันตราย ด้วยเหตุอันใด หมออนามัยอย่างเราต้องรับภาระ การให้บริการต่อเนื่องจากคลินิก หากพลาดใครรับผิดชอบ รวมถึงความจำเป็นแห่งการปฏิบัติ หากผิดพลาดใคร รับประกันความปลอดภัย แล้วโอบอุ้มได้อย่างเต็มไม้เต็มมือ แม้กระทั่งกระดาษแผ่นเดียว ยังให้เราไม่ได้
ในส่วนตัวผมแล้ว พ.ร.บ. วิชาชีพ ไม่ได้ทำให้ผมมีความสุขมากขึ้น แต่ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย เห็นภาพนี้แล้วอดใจไม่ไหว ช่วยออกแรงแถลงผ่านบล็อก ให้เรามีวิชาชีพอีกแรง…….
ต้องขอบพระคุณภาพจาก : mohanamai.com
คำแนะนำการควบคุมปัจจัยเสี่ยงกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคหัวใจขาดเลือดและอัมพฤกษ์ อัมพาต สาเหตุเกิดจากการรับประทานอาหารและรูปแบบการดำเนินชีวิต รวมถึง การสูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย และน้ำหนักเกิน มีผลต่อการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งทำให้ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด และอัมพฤกษ์ อัมพาตเพิ่มขึ้น
ปัจจัยที่จะทำให้สามารถลดปัจจัยเสี่ยงกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ มี 4 ประเด็น ดังนี้
1. ภาวะติดบุหรี่ (Smoking Cessation) ควรเลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการได้รับควันบุหรี่จากภายนอกหรือสิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้เป็นผู้สูบเอง
2. การออกกำลังกาย ( Physical activity) การมีวิถีชีวิตแบบนั่งๆ นอนๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงควรออกกำลังกายอย่างเพียงพอ โดยการเดิน การวิ่ง การขี่จักรยาน การว่ายน้ำ ซึ่งมีผลดีต่อหัวใจ ช่วยลดความดันัโลหิต และป้องกันการเกิดเบาหวาน คำแนะนำสำหรับการออกกำลังกายอย่างเพียงพอ ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30-60 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 4-7 วัน
3. การลดน้ำหนัก (Weight reduction) ค่าดัชนีมวลกาย มากกว่าหรือเท่ากับ 25 ขึ้นไปมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของระดับความดันโลหิต เบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะไขมันในเลือดสูง จึงควรควบคุมน้ำหนักให้มีค่า ดัชนีมวลกายน้อยกว่า 25 รอบเอวน้อยกว่า 90 เซนติเมตรในชาย น้อยกว่า 80 เซนติเมตรในหญิง
4. อาหาร (Dietary recommendations) ควรรับประทานผักและผลไม้ ผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันต่ำ อาหารที่มีเส้นใย ธัญพืช และแหล่งอาหารโปรตีนที่มีไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มต่ำ และคลอเรสเตอรอลต่ำ ลดการบริโภคเกลือและอาหารรสเค็ม บุคคลทั่วไปควรจำกัดปริมาณเกลือที่ร่างกายได้รับ (1 ช้อนชาต่อวัน) อาหารที่มีเกลือสูงคือ อาหารหมักดอง และควรเพิ่มการบริโภคเนื้อปลาที่มีปริมาณกรดไขมันชนิด Omega 3 ซึ่งช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมอง ได้แก่ ปลาทู ปลารัง ปลากะพง ปลาเก๋า ปลาสำลี ปลาอินทรีย์ ปลาโอ….
มะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูก
สถานการณ์
มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศหญิง พบได้ในสตรีตั้งแต่วัยสาวจนถึงวัยชรา พบมากในช่วงอายุ 30 – 50 ปี ในแต่ละปีผู้หญิงทั่วโลกป่วยด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นปีละ 466,000 คน เสียชีวิตปีละ 231,000 คน ซึ่งประมาณร้อยละ 80 ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา สำหรับประเทศไทย โรคมะเร็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนไทยเป็นอันดับหนึ่ง และมะเร็งที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดคือมะเร็งปากมดลูก จากรายงานของสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติพบว่า ในปี พ.ศ.2544 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ปีละ 6,192 ราย เสียชีวิต 3,166 ราย หรือประมาณร้อยละ 50 ถ้าคิดคำนวณแล้ว จะมีสตรีไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกวันละเกือบ 9 ราย มะเร็งปากมดลูกพบมากที่สุดในภาคเหนือของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันได้และสามารถตรวจคัดกรองหาความผิดปกติได้ก่อน ซึ่งการรักษาได้ผลดี
สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก
สาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูกคือ การติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมาหรือเอชพีวีบริเวณเพศ โดยเฉพาะบริเวณปากมดลูก ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อเอชพีวี เป็นมะเร็งปากมดลูกได้ง่ายขึ้น ได้แก่ การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย หรือการตั้งครรภ์เมื่ออายุน้อย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมที่ทำให้การติดเชื้อเอชพีวี คืบหน้ารุนแรงจนเป็นมะเร็งปากมดลูก ปัจจัยเสริมอาจกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงของการ เป็นมะเร็งปากมดลูก
- ปัจจัยเสี่ยงทางฝ่ายหญิง
- มีคู่นอนหลายคน
- การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อยกว่า 17 ปี
- จำนวนการตั้งครรภ์และการคลอดลูกมากกว่า 4 ครั้ง มีความเสี่ยงต่อ
มะเร็งปากมดลูกสูงขึ้น 2-3 เท่า
- มีประวัติการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส หนองใน เริม
- การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ๆ ถ้านานกว่า 5 ถึง 10 ปี จะมี
ความเสี่ยงสูง
- ไม่เคยได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
- ปัจจัยทางฝ่ายชาย
- สตรีที่มีสามีเป็นมะเร็งองคชาติ
- สตรีที่แต่งงานกับชายที่เคยมีภรรยาเป็นมะเร็งปากมดลูก
- ผู้ชายที่เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- ผู้ชายที่มีประสบการณ์ทางเพศตั้งแต่อายุน้อย
- ผู้ชายที่มีคู่นอนหลายคน
- ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ส่งเสริมให้เป็นมะเร็งปากมดลูกได้ง่ายหรือเร็วขึ้นได้แก่
- การสูบบุหรี่
- ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น โรคเอดส์ และการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
- สตรีที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ
การคัดกรองและวินิจฉัย
การวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูกแรกเริ่ม
- การตรวจภายในประจำปี ในการตรวจภายในแพทย์จะตรวจมดลูกช่องคลอด
ท่อรังไข่ รังไข่ จากนั้นทำ Pap smear (การตรวจทางเซลล์วิทยา) เวลาที่เหมาะสมในการตรวจภายใน 10 – 12 วันหลังประจำเดือนวันแรก งดการมีเพศสัมพันธ์ 24 – 48 ชม.ก่อนนอน
- การตรวจภายในถ้าพบก้อนมะเร็งปากมดลูก ต้องตรวจยืนยันโดยการตัด
เนื้อออกมาตรวจทางพยาธิวิทยา
3. การตรวจด้วยกล้องขยายหรือคอลโปสโคปร่วมกับการตัดเนื้อออกตรวจทาง
พยาธิวิทยา
4. การตรวจอื่น ๆ ที่อาจช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก
- การขูดภายในปากมดลูก
- การตัดปากมดลูกด้วยท่อไฟฟ้า
- การตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยด้วยมีด
การป้องกัน
1.กระตุ้นให้สตรีมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกพร้อมทั้งตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของการตรวจค้นหามะเร็งปาดมดลูกระยะเริ่มแรก
2.หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย
3 หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน
4.หลีกเลี่ยงการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
5.คุมกำเนิดโดยใช้ถุงยางอนามัย
6.งดสูบบุหรี่
อาการของมะเร็งปากมดลูก
อาการของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจะมากหรือน้อยขึ้นกับระยะของมะเร็ง ในระยะแรกอาจตรวจพบจากการคัดกรอง หรือการตรวจด้วยกล้องขยายร่วมกับการตัดเนื้อออกตรวจทางพยาธิวิทยา
อาการที่อาจพบในผู้ป่วยมะเร็ง
- การตกเลือดทางช่องคลอด มีอาการที่พบได้มากที่สุด อาจเป็น
- เลือดออกกะปริดกะปรอย
- เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
- ตกขาวปนเลือด
- เลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน
- อาการในระยะหลังเมื่อมะเร็งลุกลามมากขึ้น ได้แก่
- ขาบวม
- ปวดหลังรุนแรง ปวดก้นกบ และต้นขา
- ปัสสาวะเป็นเลือด
- ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด
ระยะของมะเร็งปากมดลูก แบ่งออกเป็น 2 ระยะ
1. ระยะก่อนมะเร็งหรือระยะก่อนลุกลาม ระยะนี้เซลล์มะเร็งยังอยู่ภายในชั้นเยื่อบุผิวปากมดลูก ไม่ลุกลามเข้าไปในเนื้อปากมดลูก ผู้ป่วยจะไม่มีอาการผิดปกติเลย แต่ตรวจพบได้จากการตรวจคัดกรองโดยการตรวจทางเซลล์วิทยาของปากมดลูกที่เรียกว่า “แพปสเมียร์”
2. ระยะลุกลาม แบ่งออกเป็น 4 ระยะย่อย คือ
- ระยะที่ 1 มะเร็งลุกลามอยู่ภายในปากมดลูก
- ระยะที่ 2 มะเร็งลุกลามไปที่เนื้อเยื่อข้างปากมดลูก และ/หรือ
ผนังช่องคลอดส่วนบน
- ระยะที่ 3 มะเร็งลุกลามไปที่ด้านข้างของเชิงกรานและ/ หรือ
ผนังช่องคลอดส่วนล่าง หรือกดท่อไตจนเกิดภาวะไตบวมน้ำ
- ระยะที่ 4 มะเร็งลุกลามไปที่กระเพราะปัสสาวะ ไส้ตรง หรืออวัยวะ
อื่นๆ เช่น ปอด กระดูก และต่อมน้ำเหลืองนอกเชิงกราน เป็นต้น
การรักษามะเร็งปากมดลูก
วิธีการรักษามะเร็งปากมดลูกขึ้นกับระยะมะเร็งปากมดลูก แบ่งวิธีการรักษามะเร็งปากมดลูกตามระยะของมะเร็งได้ดังนี้
- ระยะก่อนมะเร็งหรือระยะก่อนลุกลาม รักษาได้หลายวิธี ได้แก่
1.1 การตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด โดยการตรวจภายใน การทำแพปสเมียร์ และการตรวจด้วยกล้องขยายทุก 4-6 เดือน รอยโรคขั้นต่ำบางชนิด สามารถหายไปได้เองภายใน 1-2 ปี ภายหลังการตัดเนื้อออกตรวจ
1.2 การตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า
1.3 การจี้ปากมดลูกด้วยความเย็น
1.4 การจี้ด้วยเลเซอร์
1.5 การตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยด้วยมีด
รอยโรคในระยะก่อนมะเร็งหรือระยะก่อนลุกลาม สามารถรักษาให้หายได้
โดยไม่จำเป็นต้องตัดมดลูกออก เพราะมีผลการรักษาไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
2. ระยะลุกลาม การเลือกวิธีรักษาขึ้นกับโรคประจำตัวของผู้ป่วย ระยะของมะเร็ง และความพร้อมของโรงพยาบาลหรือแพทย์ผู้ดูแลรักษา
2.1 ระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 บางราย รักษาโดยการตัดมดลูกออกแบบ
กว้างร่วมกับการเลาะน้ำเหลืองเชิงกรานออก
2.2 ระยะที่ 2 ถึงระยะที่ 4 รักษาโดยการฉายรังสีร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัด
การพยากรณ์โรค
ผลการรักษามะเร็งปากมดลูกในปัจจุบันได้ผลดีมากกว่าในสมัยก่อน โดยเฉพาะในระยะก่อนลุกตามเริ่มแรก
- ระยะก่อนมะเร็งหรือระยะก่อนลุกลาม รักษาได้ผลดีเกือบร้อย
- ระยะลุกลาม
2.1 ระยะที่ 1 มีอัตราการอยู่รอด 5 ปี ร้อยละ 80-95
2.2 ระยะที่ 2 มีอัตราการอยู่รอด 5 ปี ร้อยละ 60-70
2.3 ระยะที่ 3 มีอัตราการอยู่รอด 5 ปี ร้อยละ 40-50
2.4 ระยะที่ 4 มีอัตราการอยู่รอด 5 ปี ร้อยละ 10-20
สถานบริการ
-โรงพยาบาลชุมชนทุกโรงพยาบาลในจังหวัดร้อยเอ็ด หนองคาย ยโสธร
อำนาจเจริญ อุตรดิตถ์ สุราษฎร์ธานี
- โรงพยาบาลชุมชนบางแห่งในจังหวัด นครศรีธรรมราช น่าน เพชรบูรณ์
เชียงใหม่
- ศูนย์อนามัยที่ 9 พิษณุโลก ศูนย์อนามัยที่ 5 นครราชสีมา
ศูนย์อนามัยที่ 7 อุบลราชธานี ศูนย์อนามัยที่ 11 นครศรีธรรมราช
ตลาดสดน่าซื้อ

ขอบเขตความหมายนิยามศัพท์ตลาดสดน่าซื้อ และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตลาด
ความหมายที่ควรทราบ
ความหมายของตลาดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ได้ให้ความหมายของ ตลาด ไว้ดังนี้
ตลาด หมายถึง สถานที่ซึ่งปกติจัดไว้ให้ผู้ค้าใช้เป็นที่ชุมนุมจำหน่ายสินค้าประเภทสัตว์ เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ หรืออาหารอันมีสภาพเป็นของสด ประกอบหรือปรุงแล้ว หรือของเสียง่าย ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีการจำหน่ายสินค้าประเภทอื่นด้วยหรือไม่ก็ตาม และหมายความรวมถึงบริเวณซึ่งจัดไว้ให้ผู้ค้าใช้เป็นที่ชุมนุมเพื่อจำหน่ายสินค้าประเภทดังกล่าวเป็นประจำหรือเป็นครั้งคราวหรือตามวันที่กำหนด
ประเภทของตลาด แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. ตลาดประเภทที่ 1 ได้แก่ ตลาดที่มีโครงสร้างอาคารและดำเนินกิจการเป็นประจำ หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยมีส่วนประกอบของสถานที่และสิ่งปลูกสร้างสำหรับขายของที่ขนถ่าย สินค้า ส้วม และที่ถ่ายปัสสาวะ ที่รวบรวมมูลฝอย และที่จอดรถ
2. ตลาดประเภทที่ 2 ได้แก่ ตลาดที่ไม่มีโครงสร้างอาคารและดำเนินกิจการชั่วคราว หรือเป็นครั้งคราว หรือตามวันที่กำหนด และให้มีบริเวณที่จัดไว้สำหรับผู้ขายของ ส้วมและที่ถ่ายปัสสาวะ และที่รวบรวมมูลฝอย
3. ตลาดประเภทที่ 3 ได้แก่ ตลาดที่ไม่มีโครงสร้างอาคารและดำเนินกิจการชั่วคราว หรือเป็นครั้งคราว หรือตามวันที่กำหนด และให้มีบริเวณที่จัดไว้สำหรับผู้ขายของ ส้วมและที่ถ่ายปัสสาวะ และที่รวบรวมมูลฝอย (มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในส่วนที่ 3 ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 พ.ศ.2542 ออกตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535)
อาหารสด หมายถึง อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และของอื่นๆที่มีสภาพเป็นของสด
อาหารแปรรูป หมายถึง อาหารสดที่แปรรูป ทำให้แห้ง หรือหมักดอง หรือในรูปอื่นๆ รวมทั้งที่ใช้สารปรุงแต่งอาหาร
อาหารปรุงสำเร็จ หมายถึง อาหารที่ได้ผ่านการทำ ประกอบ ปรุง จนสำเร็จพร้อมที่จะรับประทานได้ รวมทั้งของหวานและเครื่องดื่มชนิดต่างๆที่มิได้บรรจุในภาชนะที่ปิดสนิท
สารปนเปื้อนอันตราย หมายถึง สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและมีตกค้างอยู่ในอาหารสดและอาหารแปรรูป ซึ่งสารตกค้างที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการพัฒนาไปสู่ตลาดสด น่าซื้อ ในที่นี้กำหนดไว้ 6 ชนิด ได้แก่ บอแรกซ์ กรดซาลิซาลิค ฟอร์มาลิน ยาฆ่าแมลง สารฟอกขาวชนิดไฮโดรซัลไฟต์ และซาลบูทามอล
สัตว์พาหะนำโรค หมายถึง หนู แมลงวัน และแมลงสาบ
ท้องถิ่น หมายถึง เทศบาล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา
คณะกรรมการพัฒนาตลาด ประกอบด้วย เจ้าของตลาด ผู้ดำเนินกิจการตลาด ตัวแทนผู้ขายของและผู้ที่เกี่ยวข้อง
ผู้ประกอบกิจการตลาด หมายถึง ผู้ที่ได้รับอนุญาตในการจัดตั้งตลาด ประเภทที่ 1 ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 ( พ.ศ. 2542 ) ออกตามความใน พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 หรือผู้ที่ได้ทำสัญญาในการเช่าดำเนินกิจการต่อจากผู้ได้รับใบอนุญาต หรือหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดตั้งตลาดตามกฎหมาย เช่น องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร กรุงเทพมหานคร เทศบาล เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล.
การล้างตลาดตามหลักการสุขาภิบาล หมายถึง การทำความสะอาดตัวอาคาร แผงขายของในตลาด พื้น ผนัง เพดาน รางระบายน้ำ ห้องน้ำ ห้องส้วม และบริเวณต่างๆ รอบอาคารตลาด ให้สะอาดปราศจากสิ่งปฏิกูลมูลฝอย หยากไย่ ฝุ่นละออง ความสกปรกอื่นๆรวมทั้งให้มีการฆ่าเชื้อโรคและกำจัดพาหะนำโรค ทั้งนี้ สารเคมีที่ใช้ต้องไม่มีผลกระทบต่อระบบบำบัดน้ำเสียของตลาดและปริมาณที่ใช้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในฉลาก ตลาดสด น่าซื้อ หรือตลาด 3 มิติ หมายถึง ตลาดประเภทที่ 1 ที่มีโครงสร้างมั่นคง แข็งแรง สะอาด ถูกสุขลักษณะ มีการพัฒนาตามเกณฑ์การพัฒนาและยกระดับตลาดสด น่าซื้อ 3 ด้าน ดังนี้
ด้านที่ 1 ( มิติ 1 ) ด้านกายภาพ เป็นการพัฒนาด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมหรือด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่ 17 ข้อขึ้นไป จากเกณฑ์ทั้งหมด 40 ข้อ
ด้านที่ 2 ( มิติที่ 2 ) ด้านอาหารปลอดภัย อาหารสดที่จำหน่ายในตลาดสด น่าซื้อ ได้รับการตรวจสารปนเปื้อนอันตราย 6 ชนิด คือ ฟอร์มาลิน สารกันรา สารบอแร็กซ์ สารฟอกขาว สารกำจัดแมลงและสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งแผงจำหน่ายอาหารสดต้องได้รับป้ายรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัย ( Food Safety )
ด้านที่ 3 ( มิติที่ 3 ) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นการจัดองค์ประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค คือ จัดให้มีจุดนิทรรศการเพื่อให้ความรู้ จัดให้มีเครื่องชั่งกลางที่ได้มาตรฐานกรมการค้าภายใน จัดให้มีจุดทดสอบสารปนเปื้อน 5 ชนิด ( สารเร่งเนื้อแดงต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ) พร้อมด้วยบุคลากรที่ผ่านการอบรมการใช้ชุดทดสอบอย่างน้อย 2 คน
เกณฑ์การพัฒนาและยกระดับตลาดสด น่าซื้อ
และเกณฑ์มาตรการด้านกฎหมายเบื้องต้น 13 ข้อ
องค์ประกอบของเกณฑ์มาตรฐานตลาดสด น่าซื้อ มี 3 ด้าน ดังนี้
1. ด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ( Environmental Health ) ผ่านเกณฑ์การประเมิน 8 หมวด ดังนี้
1.1 สุขลักษณะทั่วไปของตลาด
1.2 การจัดการมูลฝอย
1.3 การจัดหาน้ำดื่มน้ำใช้
1.4 การจัดการน้ำเสีย
1.5 การจัดการสิ่งปฏิกูล
1.6 การป้องกัน ควบคุมสัตว์พาหะนำโรค
1.7 การจัดการบริหารด้านสิ่งแวดล้อม
1.8 สุขวิทยาส่วนบุคคลของผู้ขายของและผู้ช่วยขายของในตลาด
2. ด้านความปลอดภัยอาหาร ( Food Safety ) แผงจำหน่ายอาหารผ่านเกณฑ์การตรวจสอบสารปนเปื้อน ดังนี้
1.1 ตรวจไม่พบสารปนเปื้อน 4 ชนิด ฟอร์มาลิน สารกันรา สารบอแรกซ์ สารฟอกขาว
1.2 ตรวจไม่พบสารกำจัดแมลง ( กลุ่มสารประกอบฟอสเฟต คาร์บาเมท ) หรือตรวจพบในเกณฑ์ที่ปลอดภัย
1.3 ตรวจไม่พบสารเร่งเนื้อแดง ในเนื้อหมู ( ส่งตรวจห้องปฏิบัติการ )
3. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ( Consumer Protection )
3.1 จัดให้มีสถานที่จัดบอร์ดให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาหารปลอดภัยโภชนาการ และสุขลักษณะของตลาด
3.2 จัดให้มีจุดทดสอบสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 6 ชนิด (ฟอร์มาลิน สารกันรา สารบอแรกซ์ สารฟอกขาว ยาฆ่าแมลง สารเร่งเนื้อแดง )
3.3 จัดให้มีเครื่องชั่งกลางที่ได้มาตรฐานไว้บริการผู้บริโภคในตลาดสดอย่างน้อย 1 จุดและติดป้ายบอกไว้ชัดเจน
เกณฑ์การพัฒนาและยกระดับตลาดสด น่าซื้อ ด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม
1. ภายในตัวตลาดมีการระบายอากาศอย่างเพียงพอ ไม่ร้อน อบอ้าว หรืออับทึบ
2. มีการจัดการ ดูแล และควบคุมบริเวณแผง ทางเดิน ถนน ที่ตั้งรองรับมูลฝอยสาธารณะและที่ตั้งรวบรวมมูลฝอย ให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ
3. ตลาดและบริเวณโดยรอบไม่มีน้ำขังเฉอะแฉะ
4. รางระบายน้ำเสียภายในตลาดเป็นชนิดรางเปิด สำหรับรางระบายน้ำรอบตลาดมีฝาปิดที่เปิดทำความสะอาดได้ และสามารถระบายน้ำได้ ไม่มีน้ำขัง ไม่อุดตัน
5. ภายในห้องส้วมไม่มีกลิ่นเหม็น และมีการระบายอากาศที่ดี
6. ระบบเก็บกักอุจจาระถูกสุขลักษณะ ไม่ชำรุด
7. มีการทำความสะอาดตลาดเป็นประจำทุกวัน
8. มีน้ำใช้ที่สะอาดไว้บริการอย่างเพียงพอ
9. ห้องส้วมแยกเพศ ชาย-หญิง ออกจากกันเป็นสัดส่วน
10. มีการจัดวางสินค้า สิ่งของ วัสดุอุปกรณ์เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ให้เกะกะ รก รุงรัง และไม่กีดขวางทางเดิน
11. สินค้าประเภทอาหารและเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับอาหารจะต้องวางสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 ซม.
12. ให้มีการล้างตลาดตามหลักการสุขาภิบาล อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
13. มีที่รองรับมูลฝอยสาธารณะที่ถูกหลักสุขาภิบาลอย่างเพียงพอ และทำความสะอาดอยู่เสมอ
14. มีการดักมูลฝอยและบ่อดักไขมัน ก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือออกสู่สิ่งแวดล้อม
15. โครงสร้างอาคารตลาดมีความมั่นคง แข็งแรง ไม่ชำรุด พื้นตลาด ทำด้วยวัสดุถาวรแข็งแรง ไม่ลื่นทำความสะอาดง่าย
16. มีการจัดการควบคุมป้องกันสัตว์พาหะนำโรคไม่ให้รบกวนและก่อความรำคาญ
17. มีผู้ดูแลรับผิดชอบในการรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความปลอดภัยของตลาด
18. แผงขายสินค้ามีความเข้มของแสงสว่างไม่น้อยกว่า 200 ลักซ์
19. แผงขายสินค้าทำด้วยวัสดุถาวร เรียบ ทำความสะอาดง่าย และสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 60 ซม. และไม่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ แมลงพาหะนำโรค
20. จัดให้มีหมายเลขแผง ชื่อที่อยู่ผู้ขายของ ติดตั้งประจำแผงและมองเห็นชัดเจน
21. ที่รองรับมูลฝอยประจำแผงที่ถูกหลักสุขาภิบาลและทำความสะอาดอยู่เสมอ
22. ที่รวมรวมมูลฝอยที่ถูกหลักสุขาภิบาล อย่างเพียงพอและทำความสะอาดอยู่เสมอ
23. จัดให้มีที่เก็บน้ำสำรองหรือมีบริการน้ำสำรองไว้ให้เพียงพอต่อการใช้ในแต่ละวัน
24. ห้องส้วมชาย-หญิง ที่ปัสสาวะชาย อ่างล้างมือพร้อมสบู่ ต้องสะอาด ใช้การได้ มีจำนวนเพียงพอและตั้งอยู่ในที่ที่เหมาะสม
25. มีผู้ทำความสะอาดห้องส้วมอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
26. บริเวณห้องส้วม มีที่รองรับมูลฝอยทำด้วยวัสดุแข็งแรง ไม่รั่วซึมและมีฝาปิด
27. มีการป้องกัน ควบคุมสัตว์พาหะนำโรคอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
28. มีสัตว์พาหะนำโรคไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน
29. มีการจัดการจำหน่ายสินค้า แต่ละประเภทเป็นหมวดหมู่ไม่ปะปนกัน
30. มีชนิดและจำนวนเครื่องดับเพลิงที่เหมาะสม ใช้การได้ ติดตั้งในบริเวณที่เห็นง่ายและสะดวกต่อการนำมาใช้งาน
31. จัดให้มีการบำรุงรักษาโครงสร้างต่างๆภายในตลาดให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ 32. มีการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร
33. ผู้ขายของและผู้ช่วยขายของต้องแต่งกายเรียบร้อย มีสุขวิทยาส่วนบุคคลที่ดี
34. ผู้ขายของและผู้ช่วยขายต้องปฏิบัติให้ถูกสุขลักษณะในการใช้กรรมวิธีการปรุงประกอบและจำหน่ายอาหาร
35. จัดให้มีตู้แสดงความคิดเห็นจากประชาชน
36. ทางเดินภายในอาคารตลาด มีความกว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตร
37. มีการแยกประเภทมูลฝอยเป็นมูลฝอยสดและมูลฝอยทั่วไป
38. มีกลุ่ม/ชมรมผู้ประกอบการตลาด ผู้ขายของ ผู้ช่วยขายของ ผู้บริโภค หรือ อื่นๆ เช่น กิจกรรมการออกกำลังกาย
39. จัดให้มีการฝึกอบรมผู้ขายของและผู้ช่วยขายของในตลาดในด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม/สุขภาพอนามัย
40. น้ำเสียที่ผ่านออกจากระบบจะต้องได้มาตรฐาน ( สำหรับตลาดที่มีขนาดพื้นที่ ตั้งแต่ 2500 ตารางเมตร ขึ้นไป )
หมายเหตุ 1-17 ข้อแรก = ระดับดี ระดับดีมาก = ระดับดี + 15 ข้อตั้งแต่ข้อ 18 – 40
โรคผิวหนังเนื้อชา โรคเรื้อน

ความรู้เรื่องโรคเรื้อนระบาดวิทยาของโรคเรื้อน
- โรคเรื้อน คือ โรคติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Mycobacterium leprae มีรูปร่างเป็นแท่ง ย้อมติดสีทนกรด(acid-fast stain) ทำให้เกิดอาการที่ ผิวหนัง เส้นประสาทส่วนปลาย เยื่อบุท่อทางเดินหายใจส่วนบน โรคเรื้อนก่อให้เกิดอาการที่เส้นประสาทและมักจะทำลายเส้นประสาท เป็นผลให้เกิดความพิการตามมา ซึ่งทำให้ผู้ป่วยและครอบครัว ต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมและจิตใจ อันเนื่องมาจากสังคมรังเกียจ และไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้ตามปกติ
- แหล่งแพร่เชื้อ มนุษย์เป็นแหล่งแพร่เชื้อที่สำคัญ ผู้ป่วยที่สามารถแพร่เชื้อได้ คือ ผู้ป่วยโรคเรื้อนประเภทเชื้อมากที่ยังไม่ได้รับการรักษา
- การแพร่เชื้อ เชื้อโรคออกจากร่างกายของผู้ป่วยได้สองทาง คือ ทางผิวหนังและทางเยื่อบุจมูก ทางที่เชื่อว่ามีผลต่อการแพร่เชื้อได้มากที่สุดคือทางเยื่อบุจมูก เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายคน ในปัจจุบันเชื่อว่าเป็นระบบทางเดินหายใจ แต่สำหรับทางอื่นๆ โดยเฉพาะทางบาดแผลที่ผิวหนังก็ยังเป็นไปได้
- ระยะฟักตัวของโรค โดยเฉลี่ยประมาณ 3-5 ปี
- ประชาชนส่วนใหญ่จะมีภูมิต้านทานต่อโรคเรื้อน เมื่อได้รับเชื้อโรคเรื้อน โอกาสที่จะป่วยเป็นโรคมีเพียงประมาณร้อยละ 5 เท่านั้น (ป่วยเป็นโรคเรื้อน 5 คน ในจำนวน ผู้ได้รับเชื้อ 100 คน) เด็กมีโอกาสติดโรคมากกว่าผู้ใหญ่เนื่องจากมีภูมิต้านทานโรคน้อยกว่า ผู้สัมผัสโรคร่วมบ้านกับผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสูงกว่าคนทั่วไป
- อายุ พบได้ในทุกกลุ่มอายุ
- เพศ ในผู้ใหญ่ เพศชายจะป่วยเป็นโรคเรื้อนมากกว่าเพศหญิง ส่วนในเด็กจะไม่พบความแตกต่างระหว่างเพศ
การวินิจฉัยโรค
โรคเรื้อนสามารถให้การวินิจฉัยได้จากประวัติการตรวจร่างกายและการตรวจหาเชื้อโรคเรื้อน จากผิวหนัง อาการแสดงสำคัญ(Cardinal signs) ของโรคเรื้อนคือ
- รอยโรคผิวหนังที่มีลักษณะเฉพาะของโรคเรื้อน
- ตรวจพบมีอาการชาที่รอยโรค หรือผิวหนังที่รับความรู้สึกจากเส้นประสาทส่วนปลายที่มักจะถูกทำลายโดยโรคเรื้อน คือฝ่ามือหรือฝ่าเท้า
- ตรวจพบเส้นประสาทโต
- ตรวจพบเชื้อรูปแท่งติดสีทนกรด (Acid fast bacilli) จากการกรีดผิวหนัง
หากพบอาการแสดงอย่างน้อย 2 ข้อจาก 3 ข้อแรกหรือพบข้อ 4 เพียงข้อเดียวให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเรื้อน
ภาพซ้าย… ผื่นเป็นวง สีจางหรือเข้มกว่าผิวหนังปกติ ผิวหนังแห้ง มีอาการชา
ภาพขวา… เป็นตุ่มและผื่นนูนแดงหนา ผื่นมีจำนวนมาก ไม่คัน กระจายไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย หรือตรวจพบเชื้อโรคเรื้อน
การจำแนกชนิด(Classification)
……….เนื่องจากอาการแสดงของโรคเรื้อนพบได้ตั้งแต่รอยโรคขนาดเล็ก เพียงตำแหน่ง เดียวจนถึงรอยโรคขนาดใหญ่ หรือมีจำนวนมากกระจายทั่วร่างกายตลอดจนทำให้เกิดความพิการ ได้ การจำแนกชนิดจึงมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ทางระบาดวิทยา การวางแผนรักษา การทำนายโรค และการดูแลผู้ป่วยเพื่อป้องกันการความพิการ ปัจจุบันใช้วิธีจำแนกชนิดโดยดัดแปลงจาก Ridley & Jopling’s classification ปี ค.ศ.1966 ซึ่งจำแนกตามภูมิต้านทานต่อโรคเรื้อน ของผู้ป่วย ลักษณะและการกระจายของรอยโรคที่ผิวหนังร่วมกับผลการตรวจเชื้อร่วมกับ การจำแนกชนิดเพื่อการรักษาดังนี้
- · โรคเรื้อนประเภทเชื้อน้อย (Paucibacillary Leprosy – PB)
ชนิดของโรคตาม Ridley & Jopling classification…ได้แก่ Indeterminate, Tuberculoid, Borderline tuberculoid ที่มี รอยโรคไม่เกิน 5 ตำแหน่งและตรวจไม่พบเชื้อ
ลักษณะรอยโรคผิวหนัง…ผื่นเป็นวง สีจางหรือเข้มกว่า ผิวหนังปกติ ผิวแห้งมีอาการชา
การทำลายเส้นประสาท…มีการทำลายเส้นประสาทเพียง 1 เส้น (Nerve trunk)
การตรวจเชื้อโรคเรื้อน…..ไม่พบเชื้อ
- · โรคเรื้อนประเภทเชื้อมาก (Multibacillary Leprosy – MB)
ชนิดของโรคตาม Ridley & Jopling classification…ได้แก่ Borderline tuberculoid ที่ตรวจพบเชื้อ หรือมีรอยโรคมากกกว่า 5 ตำแหน่ง, Borderline, Borderline lepromatous, Lepromatous
ลักษณะรอยโรคผิวหนัง…ผื่นนูนแดงหนาหรือตุ่ม มีจำนวน มาก กระจายตามส่วนต่าง ๆของร่างกาย
การทำลายเส้นประสาท…มีการทำลายเส้นประสาทหลายเส้น
การตรวจเชื้อโรคเรื้อน…พบเชื้อ
การรักษาโรคเรื้อน
การใช้ยาเคมีบำบัดเพื่อรักษาโรคเรื้อน มีวัตถุประสงค์เพื่อ
- รักษาผู้ป่วยให้หายจากโรคและไม่เกิดความพิการ
- ตัดวงจรการแพร่เชื้อ
- ผู้ป่วยโรคเรื้อนประเภทเชื้อน้อย(PB) กินยา Rifampicin 600 มิลิกรัม กินต่อหน้าหรือตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เดือนละครั้ง และยา Dapsone 100 มิลิกรัม ทุกวัน ระยะเวลากินยานาน 6 เดือน
- ผู้ป่วยโรคเรื้อนประเภทเชื้อมาก กินยา Rifampicin 600 มิลิกรัม และ Clofazimine(Lamprene) 300 มิลิกรัม กินต่อหน้าหรือตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เดือนละครั้ง และยา Dapsone 100 มิลิกรัม และ Clofazimine(Lamprene) 50 มิลิกรัม ทุกวัน ระยะเวลากินยานาน 2 ปี
- การหยุดยาและจำหน่ายจากทะเบียนการรักษา ระยะเฝ้าระวัง(การติดตามหลังจากหยุดยา)ตรวจร่างกายปีละครั้งเป็นเวลา 3 ปี ในผู้ป่วยชนิดเชื้อน้อย, ตรวจร่างกายและตรวจเชื้อปีละครั้งเป็นเวลา 5 ปีในผู้ป่วยชนิดเชื้อมาก แล้วจึงจำหน่ายจากการเฝ้าระวัง
ระยะเวลาการรักษา
กำหนดให้ใช้ระยะเวลาแน่นอนในการรักษา (Fixed duration of treatment) คือ เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษา ครบถ้วนตามระยะเวลาที่กำหนด ให้หยุดยาและจำหน่ายจากทะเบียน การรักษาทุกรายโดยไม่ต้องรอจนอาการ ทางคลินิกไม่กำเริบ และ/หรือ ตรวจไม่พบเชื้อ
- ผู้ป่วยประเภทเชื้อน้อย (PB) 6 เดือน (รับยาประจำเดือนครบ 6 ครั้ง ในระยะ เวลา 9 เดือน)
- ผู้ป่วยประเภทเชื้อมาก (MB) 24 เดือน(รับยาประจำเดือนครบ 24 ครั้ง ในระยะเวลา 36 เดือน)
ขนาดยาที่ใช้รักษาโรคเรื้อนในผู้ป่วยเด็ก
- DDS คิดตามน้ำหนักตัว 1-2 มก. ต่อน้ำหนัก 1 กก.
- Rifampicin คิดตามน้ำหนักตัว 10-20 มก. ต่อน้ำหนัก 1 กก.
- Clofazimine (Lamprene)คิดตามอายุดังนี้
|
กลุ่มอายุ
|
ยากินเดือนละครั้ง
|
ยากินทุกวัน
|
| 0-5 ปี |
100 ม.ก.
|
50 ม.ก. สัปดาห์ละสองครั้ง
|
| 6-14 ปี |
150-200 ม.ก.
|
50 ม.ก. สัปดาห์ละสามครั้ง
|
ก่อนรักษา หลังรักษา
ความพิการในผู้ป่วยโรคเรื้อน
เกิดเนื่องจากเส้นประสาทส่วนปลายที่ไปเลี้ยงบริเวณใบหน้า ตา มือและเท้าถูกทำลายจนสูญเสียหน้าที่ ทำให้เกิดความพิการดังนี้
- ตา กระจกตา (บริเวณตาดำ) ชา ตาหลับไม่ลง หากผู้ป่วยไม่ดูแลตนเองอย่างถูกวิธีจะมีอาการตาอักเสบ กระจกตาเป็นแผลในที่สุดตาจะบอด
ตาหลับไม่ลง/ตาบอด
- มือ กล้ามเนื้อนิ้วมืออ่อนแรง ข้อมือตก ฝ่ามือชา ไม่มีเหงื่อ หากผู้ป่วยไม่ระมัดระวังในการทำงานและไม่นวดบริหารกล้ามเนื้อนิ้วมือ ไม่ดูแลฝ่ามือที่แห้ง จะทำให้เกิดหนังแข็ง รอยแตก แผลเรื้อรัง นิ้วมืองอ ข้อติดแข็ง นิ้วมือกุดด้วน
นิ้วงอ/ข้อมือตก
- เท้า เท้าตก นิ้วเท้างอ ฝ่าเท้าชา ไม่มีเหงื่อ หากผู้ป่วยไม่ระมัดระวังในการเดิน การทำงาน ไม่สวมรองเท้าที่เหมาะสม ไม่นวดบริหารกล้ามเนื้อ ไม่ดูแลฝ่าเท้าที่แห้งจะทำให้เกิดหนังแข็ง ตาปลา รอยแตก แผลเรื้อรัง ข้อเท้าบิดผิดรูปร่าง นิ้วเท้างอ ข้อติดแข็งและนิ้วเท้ากุดด้วน
นิ้วเท้างอ/แผลที่ฝ่าเท้า
อาการที่แสดงว่าเส้นประสาทส่วนปลายเริ่มถูกทำลาย คือ
- ความรู้สึกบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลดลง กระจกตา (ตาดำ) ชา
- กล้ามเนื้อมือ เท้า ตา อ่อนกำลังลง
- ผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า แห้งเหงื่อไม่ออก
- หากอาการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในระยะเวลา ไม่เกิน 6 เดือนและได้รับการรักษา ที่ถูกต้องทันเวลาจะไม่เกิดความพิการ