โรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease)

โรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease) หัวใจเราประกอบด้วย กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่ต้องการเลือดไปเลี้ยง เช่นเดียวกับอวัยวะส่วนอื่นๆ หลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงหัวใจ เรียกว่า หลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery) ถ้าหลอดเลือดหัวใจมีการตีบตัน จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง
เกิดการเจ็บจุกหน้าอกและอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เรียกว่า โรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic health disease:IHD) หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน หรืออุดกั้นหรือโรคหัวใจโคโรนารี่ (coronary heart disease:CHD)
ในระยะแรก หลอดเลือดหัวใจจะมีอาการตีบต้นเพียงชั่วขณะ กล้ามเนื้อหัวใจจะขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วคราว จะเกิดอาการเิกิดอาการเจ็บหน้าอกชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ยังไม่เกิดอันตรายต่อชีวิต เรียกว่า โรคหัวใจขาดเลือดอย่างถาวร กล้ามเนื้อหัวใจในส่วนนั้นจะขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างถาวร เซลล์ของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนนี้ก็จะตาย ทำให้มีอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง และเกิดภาวะหัวใจวายกะทันหัน อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ เรียกว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial infarction)
โรคหัวใจขาดเลือดเกิดจากผนังหลอดเลือดหัวใจมีการแข็งตัว ทำให้หลอดเลือดหัวใจค่อยๆ ตีบแคบลงจนถึงขั้นอุดตันในที่สุด สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของหลอดเลือดตามธรรมชาติ ผู้สูงอายุทุกคนจึงมีภาวะหลอดเลือดแข็งตัวไม่มากก็น้อย ถ้าเสื่อมมากก็กลายเป็นโรค อาจมีผู้สูงอายุบางคนตายด้วยโรคหัวใจวายกะทันหัน ทั้งที่ไม่เคยเจ็บป่วยอะไรมาก่อน ส่วนผู้ที่อยู่ในวัยกลางคน (อายุ 40-50 ปี) อาจเป็นโรคหัวใจขาดเลือดได้ ถ้ามีประวัติสูบบุหรี่จัดมานานปี (สารนิโครตินในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวก่อนวัยอันควร) หรือเป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่ขาดการรักษา หรือมีระดับไขมันในเลือดสูง (โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว จะทราบเมื่อมีการตรวจเลือด) หรือป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือโรคเกาต์มานาน คนอ้วน เครียดง่าย ขาดการออกกำลังกาย และมีประวัติครอบครัวที่พ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคนี้
โรคหัวใจขาดเลือด เป็นโรคเรื้อรัง ต้องรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และต้องดูแลตัวเองอย่างจริงจังในรายที่เป็นไม่มากถ้ารู้จักดูแลตัวเองได้ถูกต้อง ก็อาจจะหายหรือทุเลาได้
การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ดังนี้
1. งดสูบบุหรี่
2. ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้อ้วน
3. ลดอาหารที่มีไขมันจากสัตว์ กะทิ น้ำามันมะพร้าว น้ำตาล ของหวาน ควรกินผักและผลไม้ให้มากๆ
4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
5. อย่าให้เกิดอารมณ์เครียด หมั่นฝึกการผ่อนคลายความเครียด
6. ถ้ามีประวัติครอบครัวที่พ่อแม่หรือพี่น้องป่วยเป็นโรคนี้ ควรตรวจเช็คร่างกายเป็นประจำ
7. ถ้าป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคเกาต์ หรือมีภาวะไขมันในเลือดสูง ต้องรักษากับแพทย์อย่าได้ขาด หากควบคุมโรคหล่านี้ได้ดีจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้
สัญญาณเตือนภัยอัมพฤกษ์ อัมพาต

การค้นพบอาการเริ่มแรกของการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต และรีบรักษาโดยเร็วมากขึ้นเท่าไหร่ จะทำให้โอกาสเสียชีวิตพิการลดลงมากขึ้นเท่านั้น อาการสำคัญที่สุดที่ควรให้ความสำคัญ และควรสังเกตอย่างสม่ำเสมอ มีดังนี้
1. ชาหรืออ่อนแรงที่หน้า แขนหรือขาซีกใดซีกหนึ่งอย่างทันทีทันใด
2. ความรู้สึกตัวเปลี่ยน (เอะอะโวยวาย สับสน ซึมลง) หรือพูดลำบาก พูดไม่ได้ พูดไม่ชัด หรือพูดไม่เข้าใจอย่างทันทีทันใด
3. มีปัญหาการมองเห็น ตัวมัว หรือเห็นภาพซ้อนของตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างอย่างทันทีทันใด
4. มีอาการมึนงงเวียนศรีษะ เดินไม่ได้ เดินลำบาก เดินเซ หรือสูญเสียการทรงตัวในการยืนอย่างทันทีทันใด
5. ปวดศีรษะอย่างรุนแรง อย่างทันทีทันใด โดยไม่ทราบสาเหตุ
หากพบอาการข้างต้นข้อใดข้อหนึ่งให้รีบพบแพทย์ภายใน 3 ชั่วโมงเพื่อรับการตรวจรักษาในลำดับต่อไปครับ…
คำแนะนำกลุ่มเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

กรณีเป็นเบาหวาน การป้องกันและรักษาภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน และโรคที่อาจพบร่วมกับเบาหวาน โดยให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพทั่วไป และการดูแลรักษาเท้า ตรวจตา เท้า และตรวจปัสสาวะหา microalbuminuria ปีละครั้ง
กรณีเป็นความดันโลหิตสูง การป้องกันและรักษาภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง และโรคที่อาจพบร่วม โดยตรวจตาและตรวจหน้าที่ของไต ค้นหาร่องรอยความเสี่ยงของอวัยวะต่างๆ (Target organ damage:TOD) ที่เกิดจากความดันโลหิตสูงและประเมินความรุนแรง ปีละครั้ง
- ฝึกการหายใจเพื่อคลายความเครียด
- เลิกสูบบุหรี่
- การดื่มแอลกอฮอล์ กรณีไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน แนะนำให้ดื่มเป็นครั้งคราว จำกัด 1 ส่วน สำหรับผู้หญิง และ 2 ส่วน สำหรับผู้ชาย (1 ส่วนเท่ากับ เหล่า 30 มล. หรือวิสกี้ 45 มล. หรือไวน์ 120 มล. หรือเบียร์ชนิดอ่อน 360 มล. ) สำหรับผู้ที่ไม่ดื่มไม่แนะนำให้เริ่มดื่ม
ต้องควบคุมระดับไขมันในเลือด/น้ำตาลในเลือด/ความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- การควบคุมอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง ควรเลือกอาหารที่เหมาะสมเพื่อควบคุมน้ำหนักตัว และจัดโภชนาการตามความเหมาะสมตามโรคในชีวิตประจำวัน
- เีรียนรู้สัญญาณเตือนภัยอัมพฤกษ์ อัมพาต
- ออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์
กลุ่มเสี่ยงสูงต่อโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง

คำแนะนำ กลุ่มเสี่ยงสูงต่อโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
- อาหาร กินข้าวไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้องวันละ 5-8 ส่วน ผักวันละ 4-6 ส่วน ผลไม้หวานจัดวันละ 5 ส่วน ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีโปแตสเซียมสูง (เช่น แครอท บร็อคโคลี่ มะเขือเทศ มันฝรั่ง มันเทศ เห็ด แตงโม กล้วย ส้ม เมลอนเขียว แคนตาลูป ลูกพรุน ) ถั่ว เมล็ดพืช 5 ส่วน ต่อสัปดาห์ เนื้อสัตว์ วันละ 1-2 ส่วน และรับประทานปลาอย่างน้อย 2 มื้อต่อสัปดาห์
- ลดการบริโภคน้ำตาล ลดอาหารเค็ม หรือตามแพทย์แนะนำตามความรุนแรงของความเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง ต้องลดอาหารเค็ม และเพิ่มผัก จัดการความเครียด โดยฝึกการหายใจ ควบคุมน้ำหนักตัว ออกกำลังกายเพียงพอต่อการลดเสี่ยง
- มีกิจกรรมทางกายและเคลื่อนไหวอย่างเพียงพอ (ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 60 นาที)
- ฝึกการหายใจเพื่อคลายความเครียด
- เลิกสูบบุหรี่
- การดื่มแอลกอฮอล์ แนะนำให้ดื่มเป็นครั้งคราว จำกัด 1 ส่วน สำหรับผู้หญิง และ 2 ส่วน สำหรับผู้ชาย (1 ส่วน เท่ากับ เหล้า 30 มล. หรือวิสกี้ 45 มล. หรือไวน์ 120 มล. หรือเบียร์ชนิดอ่อน 360 มล.) สำหรับผู้ที่ไม่ดื่มไม่แนะนำให้เริ่มดื่ม
ควบคุมน้ำหนักตัว BMI < 25 กก/ม2 หรือ รอบเอวน้อยกว่า 90 เซนติเมตรในผู้ชาย น้อยกว่า 80 เซนติเมตรในผู้หญิง
คำแนะนำกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง

คำแนะนำในการปฏิบัติตัว กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
- อาหาร กินข้าวไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้องวันละ 5-8 ส่วน ผักวันละ 5 ส่วน (1 ส่วน เท่ากับ 1 ทัพพี)
ผลไม้ไม่หวานจัดวันละ 5 ส่วน (1 ส่วน เท่ากับ ส้มขนาดใหญ่ 1 ผล) หรือกล้วยน้ำว้า 1 ลูก หรือ มะละกอ 6-8 คำ)
ถั่วเมล็ดพืช 5 ส่วนต่อสัปดาห์ (1 ส่วน เท่ากับ 1 ทัพพี) เนื้อสัตว์ วันละ 1-2 ส่วน (1 ส่วนเท่ากับ 1 ฝ่ามือไม่รวมนิ้วมือ)
- ควรออกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละอย่างน้อย 30 นาที
- ฝึกการหายใจเพื่อคลายความเครียด
- เลิกสูบบุหรี่
- การดื่มแอลกอฮอล์ แนะนำให้ดื่มเป็นครั้งคราว จำกัด 1 ส่วน สำหรับผู้หญิง 2 ส่วน สำหรับผู้ชาย (1 ส่วน เท่ากับ เหล้า 30 มล. หรือ วิสกี้ 45 มล. หรือ ไวน์ 120 มล. หรือเบียร์ชนิดอ่อน 360 มล.)
สำหรับผู้ที่ไม่ดื่มไม่แนะนำให้เริ่มดื่ม
- การควบคุมน้ำหนักตัว BMI <25 กก./ม2 หรือรอบเอวน้อยกว่า 90 เซนติเมตร ในผู้ชาย น้อยกว่า 80 เซนติเมตร ในผู้หญิง
- แจ้งสถานะความเสี่ยงต่อเบาหวานและความดันโลหิตสูง
2. ตรวจวัดความดันโลหิตปีละครั้งและตรวจประเมินโอกาสเสี่ยงและระดับน้ำตาลในเลือดซ้ำทุก 1-3 ปี