เต็ดตราแพ้ค กล่องปลอดเชื้อสำหรับบรรจุ U.H.T

UHT-box

กล่องที่ใช้บรรจุ นม U.HT เราเรียกว่า ” เต็ดตราแพ้ค ” นั้นประกอบด้วยวัสดุ 3 ชนิด คือ กระดาษ 75 % โพลีเอททีลีน 20% และอลูมิเนียมฟอยล์ 5 % ประกบเข้าด้วยกัน ถึง 6 ชั้น แต่ละชั้นมีหน้าที่ ดังนี้

ชั้นที่ 1 โพลีเอททีลีน : เป็นฟิล์มบางเคลือบด้านนอกเพื่อป้องกันความชื้นจากภายนอก
ชั้นที่ 2 กระดาษ : เพื่อรักษารูปทรงของกล่องให้กล่องคงทนแข็งแรง การพิมพ์ฉลากก็จะพิมพ์ที่ชั้นนี้
ชั้นที่ 3 โพลีเอททีลีน : เป็นตัวเชื่อมระหว่างชั้นกระดาษกับอลูมิเนียมฟอยล์ ช่วยผนึกกล่องให้แน่นสนิท
ชั้นที่ 4 อลูมิเนียมฟอยล์ : ป้องกันอากาศ (ออกซิเจน) แสงสว่าง และกลิ่น จากภายนอก
ชั้นที่ 5 โพลีเอททีลีน : เป็นตัวเชื่อมระหว่างอลูมิเนียมฟอยล์ กับพลาสติกชั้นในสุด ช่วยผนึกกล่องให้แน่นสนิท
ชั้นที่ 6 โพลีเอททีลีน : ป้องกันการรั่วซึมของนมที่อยู่ในกล่อง

นอกจากนั้น การบรรจุและปิดผนึกกล่องนม ยู เอช ที ต้องบรรจุในห้องที่ปลอดเชื้อ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นมยูเอชที สามารถเก็บรักษาไว้ได้เป็นเดือน โดยไม่ต้องแช่เย็นนั่นเอง

ภาพจาก : http://www.ampolfood.com/csr/index.php/recycle/why-box

นมพาสเจอร์ไรส์ กับ นมยู เอช ที ต่างกันอย่างไร

นมพาสเจอร์ไรส์

นมพาสเจอร์ไรส์ กับ นม ยู เอช ที มีความแตกต่างกัน สามารถเปรียบเทียบได้ดังนี้ครับ

1. ด้านการผลิต

นมพาสเจอร์ไรส์ ใ้ช้ความร้อนที่ 72 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที (ในแง่ของการอุตสาหกรรม)

ส่วนนม ยู เอช ที ใช้ ความร้อนสูงถึง 133-150 องศาเซลเซียส นานแค่ 2-4 วินาที
2. การปลอดเชื้อ
นมพาสเจอร์ไรส์ : ไม่ปลอดเชื้อ ทำลายเฉพาะเชื้อก่อโรคเท่านั้น
นมยู เอช ที : ปลอดเชื้อ ทั้งก่อโรคและไม่ก่อโรค
3. การเก็บรักษา :
นมพาสเจอร์ไรส์ : เก็บในอุณหภูมิ 8 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่า
นม ยูเอส ที : เก็บไว้ในอุณหภูมิห้องได้
4. อายุในการเก็บ
นมพาสเจอร์ไรส์ : ประมาณ 10 วัน
นม ยู เอช ที : นานเป็นเดือน

หากเปรียบเทียบในด้านคุณค่า นม ยู เอช ที จะคงรักษาคุณค่าของนมได้มากกว่า เพราะผ่านความร้อนในระยะเวลาอันสั้นนั่นเอง หากมองในแง่ของประโยชน์จากจุลินทรีย์ต่างๆแล้ว นมพาสเจอร์ไรส์ คงมีประโยชน์มากกว่านั่นเอง

คุณค่าจากการดื่มนม เป็นประจำ

milk
ภาพจาก :http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=iloveuja&month=05-2008&date=27&group=3&gblog=10

นมมีคุณค่าแค่ไหน ทำไมเราต้องดื่มนมเป็นประจำ หลายคนสงสัย ?

หากเราเรียก นม ว่าเป็นสุดยอดอาหาร ก็คงไม่ผิด ครับ เพราะเหตุผลดังนี้

นมเป็นแหล่งสารอาหารที่ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ได้แก่ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ และวิตามิน ที่สำคัญ ร่างกายสามารถนำสารอาหารเหล่านี้ไปใช้เสริมสร้างร่างกายได้ถึง 95 %

ทีนี้เรามาดูกันว่า สารอาหารแต่ละอย่างมีประโยชน์ต่อร่างกายเราอย่างไรบ้าง เริ่มที่ โปรตีน

โปรตีน : ไม่่ใช่โป้ตีน นะครับ อย่าอ่านผิดเด็ดขาด โปรตีนมีความสำคัญในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างเนื้อเยื่อ ระบบเลือด กระดูก และการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ โปรตีนในน้ำนม ถือว่ามีปริมาณกรดอะมิโนที่เยอะพอสมควร ถึง 19 ชนิด ที่น่าสนใจ คือนม มีกรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถผลิตได้เองอีกด้วย เรามักเรียกโปรตีนที่ได้จากนมว่า ” โปรตีนที่สมบูรณ์ complete protein ”

ไขมัน : ปกติเราเรียกไขมันในนมว่า ” มันเนย (butter fat) ” ทั้งนี้เพราะเป็นไขมันอย่างเดียวที่นำไปทำ ” เนยเหลว (butter) ” มันเนยเป็นอาหารประเภทให้พลังงานสูง มันเนย 1 กรัม ให้พลังงานถึง 9 กิโลแคลอรี่ มันเนยประกอบไปด้วยกรดไขมันทั้งประเภทอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นแหล่งของกรดไขมันประเภทไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อการ เจริญเติบโตของร่างกาย 2 ชนิด คือ กรดไลโนลีอิค (Linoleic acid) และกรดอราชิโดนิค (Arachidonic acid)

คาร์โบไฮเดรต : คาร์โบไฮเดรตของนม คือ น้ำตาลของแลคโตส (Lactose) ซึ่งเป็นน้ำตาลชนิดเดียวที่มีในนม โดยน้ำตาล 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ และประโยชน์ที่สำคัญที่สุดต่อร่างกาย คือ แลคโตสเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งจุลินทรีย์พวกนี้จะอาศัยอยู่ในลำไส้เล็กของมนุษย์ ช่วยสร้างวิตามิน บี และ ควบคุมจุลินทรีย์อื่นๆ

เกลือแร่ : น้ำนมอุดมไปด้วยเกลือแร่หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นธาตุที่สำคัญที่สุดในการสร้างกระดูก ฟัน และน้ำนม ดังนั้นเด็กในวัยเจริญเติบโต ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ และหญิงที่มีลูกอ่อนควรดื่มนมเป็นประจำ

วิตามิน : วิตามินช่วยให้ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายเป็นไปตามปกติ น้ำนมมีวิตามินครบถ้วน ทั้งชนิดที่ละลายน้ำ ได้แก่ วิตามิน บี 1 (Thiamin) วิตามิน บี 2 (Riboflavin) วิตามิน บี 3 (Niacin) วิตามิน บี 5 ( Pantothenic acid) วิตามิน บี 7 (Biotin) วิตามิน บี 9 (Folic acid) โคลีน ( Choline) วิตามิน บี 12 (Insitol) และวิตามิน ซี (Ascorbic acid) และชนิดที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน เอ วิตามิน ดี วิตามิน อี วิตามิน เค และ คาโรตีน

กามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง หรือฝีมะม่วง Lymphogranuloma venereum

Lymphogranulama-venereum

อาการของโรค กามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง หรือฝีมะม่วง Lymphogranuloma venereum มักมีตุ่มหรือแผลตื้นๆ เกิดขึ้นที่อวัยวะเพศ อาจหายไปเองภายใน 2-3 วัน ต่อมาต่อน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะเป็นฝี บวม แดง ร้อน หรืออักเสบ ฝีอาจยุบและหายไปได้เอง

ภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือเป็นเดือน หากไม่ได้รับการรักษา ฝีอาจแตก มีหนองไหล กลายเป็นแผลเรื้อรัง ถ้าติดเชื้อในทวารหนัก จะทำให้ทวารหนักอักเสบ ตีบตัน ถึงขั้นถ่ายอุจจาระไม่ออก

หลังจากได้รับเชื้อ Chlamydia trachomatis เชื้อที่ทำให้เกิดโรคกามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง หรือฝีมะม่วง Lymphogranuloma venereum ประมาณ 3-30 วัน ถึงจะแสดงอาการข้างต้น

แผลริมอ่อน Chancroid

Chancroid

โรคแผลริมอ่อน Chancroid อาการแบ่งตามเพศ ได้ดังนี้

เพศชาย : จะมีตุ่มหนองเกิดขึ้นที่อวัยวะเพศ ต่อมาแตกเป็นแผล มักมีหลายแผล ขอบไม่แข็งและไม่เรียบ มีเลือดออก เจ็บปวดมาก บางคนต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวมเป็นฝี เมื่อฝีแตก จะเป็นแผลใหญ่

เพศหญิง : ส่วนใหญ่จะมีอาการเ่ช่นเดียวกับผู้ชาย แต่ถ้ามีแผลอยู่ที่ผนังช่องคลอดหรือปากมดลูกก็อาจไม่มีอาการ หรือมีตกขาว ปัสสาวะขัด หรือเจ็บเวลาร่วมเพศได้

เมื่อได้รับเชื้อแบคทีเรียที่ ชื่อ Haemophilus ducreyi ประมาณ 3-7 วันก่อนที่จะแสดงอาการข้างต้น แผลริมอ่อน อาการหลักๆ มักเป็นการเจ็บ และปวดครับ