ริดสีดวงตา อาการของโรคริดสีดวงตา

อาการของริดสีดวงตา มีดังนี้
1. คันตา เคืองตา เหมือนมีทรายอยู่ในตา
2. น้ำตาไหล
3. ทิ้งไว้นานทำให้เกิดขนตาเก (ขนตาน้ำ) ทิ่มกระจกตา ตาดำเป็นแผล
4. ตาบอดได้
การรักษา
1. ถ้าสงสัยให้ป้ายขี้ผึ้งป้ายตาขององค์การเภสัชกรรม ก่อนนอนวันละครั้งนาน 1 เดือน
2. ถ้ามีขนตาแยงตาให้ไปพบแพทย์
ข้อห้าม
1. ห้ามขยี้ตาเด็ดขาด
2. อย่าใช้ผ้าเช็ดหน้า
การป้องกัน
ห้ามใช้สิ่งของ เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน และหลีกเลี่ยงการคลุคลีกับผู้่ป่วยโรคริดสีดวงตา ดังกล่าว
โรคตาแดง การดูแลตัวเองเบื้องต้นง่ายเกี่ยวกับโรคตาแดง

โรคตาแดง ถือว่าเป็นโรคที่ไม่รุนแรงมาก หากไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่น แต่ทำให้เราไม่สะดวกในการทำงาน แสบตา น้ำตาไหลตลอดเวลาในบางคน หรืออาจจะมองแสงนาน ก็จะทำให้น้ำตาไหลมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ตาแดง มักเกิดจากเชื้อไวรัส
อาการ
1. ตาแดง น้ำตาไหล
2. เคืองตามาก
3. เป็นตาเดียว หรือทั้งสองตาก็ได้
4. เป็นกันหลายครอบครัวในหมู่บ้าน
5. มักระบาดเป็นครั้งคราว
การรักษา
ใช้ยาหยอดตา หรือขี้ผึ้งป้ายตา ขององค์การเภสัชกรรม ถ้าอาการเลวลงหรือไม่หายภายใน 7 วันให้ไปพบแพทย์
การป้องกัน
1. ล้างมือให้สะอาด ด้วยสบู่หรือ น้ำยาล้างมือ (เจล)
2. อย่าใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
ข้อห้าม
1. อย่าขยี้ตา ถึงแม้ว่าจะมีอาการคัน หรือเคืองตามาก
2. อย่าเช็ดตาแรง ควรใช้ผ้าซับ หรือกระดาษซับน้ำตาเบาๆ
3. ถ้ามีอาการตามัว ต้องไปพบแพทย์ทันที
โรคต้อเนื้อ ที่ชาวบ้านเรียก ต้อลิ้นหมา

การตากลม ตากแดด เป็นเวลานานๆ นำมาซึ่ง ต้อเนื้อ โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพ ต่อไปนี้ ชาวนา ชาวสวน ชาวประมง และผู้ที่ขับขี่มอเตอร์ไซด์ มีโอกาสเี่สี่ยงที่จะเป็นต้อเนื้อ ค่อนข้างมาก
ลักษณะของต้อเนื้อ จะเป็นเยื่อรูปสามเหลี่ยม เข้าไปในตาดำ อาจอยู่บริเวณหัวตา หรือ หางตาก็ได้ บางรายอาจจะลุกโตขึ้นยื่นเข้าไปในตาดำจนบังรอม่านตา ทำให้ตามัวได้
อาการ
เริ่มแรกจะเป็นเีพียงตุ่มเล็กๆ สีขาวเหลืองบริเวณหัวตา หรือหางตาใกล้ขอบตาดำก่อน ซึ่งเราเรียกว่า ต้อลม เพราะเวลาถูกลม ถูกแดดหรือฝุ่นละอองแล้ว มักจะแดง และระคายเคืองตามาก จะมีความรู้สึกว่าตาแห้งและนานๆ เข้า ตุ่มเล็กๆ นี้จะค่อยๆ ลามเข้าไปสู่ตาดำกลายเป็น ต้อเนื้อ ระยะแรกที่มีอาการระคายเคืองมาก แพทย์จะให้ยาหยอดตา เพื่อช่วยลดอาการ (ไม่ควรซื้อยาหยอดตาใช้เอง)
ข้อควรปฏิบัติ
ต้อเนื้อ ถ้าปล่อยให้เป็นมากถึงขั้นปิดรูม่านตาแล้ว จะเป็นสิ่งไปปิดการมองเห็นได้ ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้เป็นมากจนเิกินไป และควรจะไปให้แพทย์ทำการลอกตัดออก อย่างไรก็ตามต้อเนื้ออาจเกิดขึ้นใหม่ได้ ถ้าผู้ป่วยกลับไปเผชิญกับมลภาวะเช่นเดิม ฉะนั้นจึงความหลีกเลี่ยงการถูกแดด ฝุ่นลม เป็นประจำ การใ่ส่แว่นกันแดดก็จะช่วยป้องกันแสงแดด และฝุ่นลมได้ด้วย
ต้อหิน โรคตาต้อหินในผู้สูงอายุ

โรคต้อหิน เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ผู้สูงอายุตาบอด ซึ่งเกิดจากความดันลูกตาสูงขึ้นผิดปกติทำให้ประสาทตาค่อยๆ เสียทีละน้อยจนกระทั่งตาบอดไปในที่สุด
ต้อหิน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
1. ต้อหินชนิดเฉียบพล้น (ต้ิอหินมุมปิด)
2. ต้อหินชนิดเรื้อรัง (ต้อหินมุมเปิด)
1. ต้อหินชนิดเฉียบพลัน เป็นต้อหินที่พบมากในคนสายตายาว จะเป็นมาในวัยเลยกลางคนไปแล้ว เกิดจากช่องระบายของเหลวในตาเกิดปิดทันทีทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน พอเริ่มเป็นจะมีอาการอย่างรวดเร็ว ทำให้ตาบอดได้ภายในไม่กี่วัน
อาการสำคัญ ได้แก่
1. มีตาแดงผิดปกติ ปวดตาอย่างรนแรงทันที ทันใด
2. เห็นเป็นสีรุ้ง เมื่อมองดวงไฟ
3. ตามัวอย่างรวดเร็ว ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน
4. มักเป็นตาข้างใดข้างหนึ่ง
การรักษา
ถ้ามาหาแพทย์ในระยะแรก แพทย์จะรีบให้ยาลดความดันลูกตา แล้วจะิพิจารณาทำการผ่าตัดที่เหมาะสมในลำดับต่อไป
ต้อหินชนิดเฉียบพลันนี้สามารถป้องกันได้หรือ ถ้าเป็นใหม่ๆ ก็รักษาให้หายได้โดยการทำการผ่าตัด แต่ต้องทำอย่างให้เร็วที่สุด หากปล่อยทิ้งไว้นาน จะมีผังผืดเชื่อมปิดอย่างถาวร ทำให้เป็นต้อหินไปตลอดชีวิต เวลา ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาต้อหินชนิดเฉียบพลัน ปัจจุบันมีการนำแสงเลเซอร์มา้ใช้ในการผ่าตัด ซึ่ง สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ไม่มีแผล ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
เนื่องจากเมื่อเกิดต้อหินมุมปิดของตาข้างใดข้างหนึ่งแล้ว คาดได้เลยว่าจะเกิดต้อหินแบบเดียวกันในตาอีกข้าง จึงจำเป็นต้องทำการผ่าตัดอีกข้างหนึ่ง เพื่อป้องกันไว้ด้วย
ข้อควรปฏิบัติ
รีบพบแพทย์ ถ้าทิ้งไว้ตาจะบอดภายในไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ และยิ่งมาช้าการผ่าตัดก็จะยิ่งลำบากมากยิ่งขึ้น โอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนหลังผ่าตัดก็จะมากตามไปด้วย
2. ต้อหินชนิดเรื้อรัง (ต้อหินมุมเปิด)
ต้อหินชนิดนี้ เกิดจากการอุดตันของช่องระบายน้ำ ภายในลูกตาอย่างช้าๆ ทำให้ความดันลูกตาค่อยๆ สูงขึ้นเกิดกับคนอายุมากโดยเฉพาะกลุ่ที่มีอายุมากกว่าสี่สิบปีขึ้นไป หรือมีประวัติว่าบิดา มารดาเป็นต้อหิน เป็นมาก่อนมีประวัติมีอุบัติเหตุในตามาก่อน
อาการ
1. ในระยะแรกบางคนอาจไม่มีอาการอะไรเลย บางคนอาจรู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย เวลาอ่านหนังสือจะเพลีย และพร่าตาเร็วกว่าธรรมดา ความดันลูกตาที่สูงขึ้นจะค่อยๆ ทำลายสายตารอบนอกก่อน ในขณะที่การมองเห็นตรงกลางยังดีอยู่ ลายสายตาหรือรัศมีการมองเห็นจะแคบลงเรื่อยๆ
2. ระยะท้ายๆ ของโรค ผู้ป่วยจะมีลานสายตาแคบลงอย่างมาก มองอะไรข้างๆ ไม่เห็น ชอบเดินชนโน่นชนนี่สุดท้ายจริงๆ มองตรงไปข้างหน้าก็ไม่เห็น ถึงระยะนี้ประสาทตาของผู้ป่วยจะถูกทำลายไปเกือบหมด แล้วทำให้ตาบอดจนในที่สุดบอดสนิท
การรักษา
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด ต้อหินชนิดนี้จึงอันตรายมาก เพราะทำให้สายตาเสียโดยไม่รู้ตัวจนบอดสนิท
จุดประสงค์ของการรักษา คือ ควบคุมความดันลูกตาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อหยุดยั้งการทำลายประสาทตาและลานสายตา ส่วนใหญ่แพทย์จะใช้ยาหลอดตา และปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์โดยเคร่งครัด ถ้ารักษาทางยาไม่ได้ผลแพทย์อาจทำการฉายแสงเลเซอร์ หรือใช้วิธีผ่าตัดเพื่อพยุงการมองเห็นไม่ให้เสียมากขึ้น
คำแนะนำ
1. ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดความดันลูกตาคัดกรองโรคต้อหินโดยเฉพาะคนที่มีแนวโน้มจะเป็นต้อหิน
2. การซื้อยามาหยอดตาเอง อาจเกิดต้อหินได้
3. เมื่อรักษาแล้ว ตาอาจเห็นไม่ดีขึ้น
4. ถ้าไม่รักษาหรือรักษาไม่ต่อเนื่อง ตาจะค่อยๆ บอดทีละน้อย
5. ต้องดูแลรักษาตลอดชีวิต และปฎิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยป้องกันตาบอดได้
ต้อกระจก ตาต้อกระจก

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มี เป็นโรคตาต้อกระจก กันค่อยข้างเยอะ เมื่อเป็นต้อกระจก เลนส์แก้วตาจะขุ่นทำให้แสงผ่านเลนส์ไปยังจอประสาทตาได้น้อยลง ทำให้การมองเห็นลดลง เกิดอาการตามัวขึ้น
อาการ
1. มักตามัวลง ในระยะแรกๆ ตาจะมัวลงเพียงเล็กน้อยเหมือนมีหมอกมัว ต่อไปจะมัวมากขึ้นเรื่อยๆ ตาจะมัวมากขึ้นเฉพาะเวลาออกแดด อาจเห็นภาพซ้อน หรือเกิดตาพร่ามัวเลาขับรถตอนกลางคืน (เวลาลดสวนมา) พอเข้าที่สลัวๆ จะมองเห็นได้ดีกว่า หากปล่อยทิ้งไว้นานจะเห็นเป็นเงาเคลื่อนไหว มักเป็นทั้ง 2 ตา พอเป็นมากขึ้นก็จะมัวทั้งในที่สว่าง และที่สลัว จนในที่สุดก็จะมองเห็นแค่ว่าแสงไฟมาจากไหนแค่นั้น
2. อาการแสดองเมื่อต้อกระจกแก่ขึ้น รูม่านตาซึ่งเดิมมีสีดำสนิทจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นหรือสีน้ำตาลขุ่น
สาเหตุ
1. เกิดจากความชรา มีการเสื่อมของเลนส์ตาไปตามอายุ ส่วนใหญ่พบในคนอายุ 45 ปีขึ้นไป
2. เป็นกรรมพันธุ์ หรือมารดาติดเชื้อไวรัส เช่น หัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก
3. เกิดการกระทบกระแทกแรงๆ บริเวณศีรษะ ใบหน้า ตา ทั้งชนิดที่มีแผลฉีกขาด และไม่มีแผลฉีกขาดที่บริเวณแก้วตา
4. ถูกรังสี หรือถูกไฟฟ้าช๊อต
5. เกิดจากโรคตา เช่น ตาอักเสบ หรือโรคบางโรค เช่น เบาหวาน
6. ขาดสารอาหารบางอย่าง
การรักษา
1. ต้อกระจก สามารถรักษาได้ผลดีโดยการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูง หลังผ่าัตัด ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนใดๆ และประสาทตาดี ผู้ป่วยต้อกระจกจะมองเห็นได้ชัดโดยใช้แว่นต้อกระจก หรือเลนส์สัมผัส หรือเลนส์แ้ก้วตาเทียม ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของจักษุแพทย์
2. การผ่าตัด สามารถทำไ้ด้โดยการใช้ยาฉีดเฉพาะที่ ไม่ต้องดมยาสลบ ปัจจุบันมีวิธีการผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นอัตราซาวด์ แผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กกว่ามาก หลังผ่าตัดผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ทันที โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อีกทั้งยังสามารถทำงานได้ตามปกติ
เลนส์แก้วตาเทียม
วัสดุที่ฝังเข้าไปในลูกตา แทนที่เลนส์ธรรมชาติ ที่ขุ่นเพื่อให้การมองเห็นเป็นปกติ เลนส์แก้วตามีขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 – 6.5 มิลลิเมตร ซึ่งมีนาดโตกว่าหัวไม้ขีดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เป็นทีี่นิยมใช้กันมาก เพราะทำให้ผู้ป่วยมองภาพได้ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด และให้ความสะดวกสบายหลังผ่าตัด
ข้อควรปฏิบัติ
1. ถ้าสงสัยว่าเป็นต้อกระจกในระยะแรก ควรไปรับการตรวจจากแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่าสายตาที่มัวลงนั้น เป็นเพราะต้อกระจกจริง ไม่ใช่เกิดจากโรคอื่น เช่น ต้อหินเรื้อรัง หรือโรคทางประสาทตา
2. ถ้าพบว่าต้อกระจกอยู่ในระยะที่สุกแล้ว คือรูม่านตามีสีขาวขุ่นหรือน้ำตาลขุ่นแล้วควรไปพบแพทย์เพื่อรับการผ่าตัดเอาเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออกก่อนที่จะมีโรคแทรกซ้อน
ข้อเสียหากปล่อยไว้จนต้อกระจกสุกเกินไป
1. ทำให้เป็นต้อหินแทรกซ้อนขณะที่ต้อกระจกกำลังแก่ขึ้น ทำให้ปวดตาหรือทำให้ตาบอดสนิทโดยไม่มีการแก้ไข
2. ทำให้เป็นโรคม่านตาอักเสบแทรกขึ้นได้
3. ทำให้การผ่าตัดต้อออกยากขึ้น มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้มากขึ้น
การปฏิบัติตัวก่อนมาโรงพยาบาลเพื่อทำการผ่าตัดรักษาต้อกระจก
1. อาบน้ำสระผมให้สะอาด ในวันก่อนการผ่าตัด 1 วัน
2. วันผ่าตัด ควรอาบน้ำใช้สบู่ฟอกใบหน้า คิ้ว และรอบๆ ตาให้สะอาด
3. อาหารเช้า ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม น้ำหวาน โอวัลติน นม 1 แก้ว ไม่ควรรับประทานอาหารหนัก
4. รับประทานยา หรือหยอดตา ตามแพทย์สั่งได้ตามปกติ
5. ผู้มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไอ หรือเป็นหวัด ควรรักษา หรือควบคุมให้เป็นปกติก่อน
ุ6. ก่อนถึงวันนัดผ่าตัด ถ้ามีอาการผิดปกติของดวงตา เช่น ตาแดง ตาอักเสบ ควรมาพบแพทย์ก่อนเพื่อรักษา
7. ควรฝึกปิดผ้าคลุมจมูก ลักษณะคล้ายคลุมโปง นอนราบ ไม่หนุนหมอน ประมาณ 30 นาที เนื่องจากขณะผ่าตัดแพทย์จะคลุมผ้าในลักษณะนี้ จะได้เกิดความเคยชินไม่รู้สึกอึดอัดขณะทำการผ่าตัด
8. ไม่ควรสวมใส่เครื่องประดับมาโรงพยาบาล
การปฏิบัติตัวขณะรับการผ่าตัดรักษาต้อกระจก
1. ขณะผ่าตัดควรนอนให้ศีรษะนิ่งๆ เนื่องจากแพทย์ต้องผ่าตัดผ่านกล้องขยาย
2. ถ้าจะไอ จาม หรือขยับตัวต้องบอกแพทย์ก่อน
3. ขณะผ่าตัด จะมีเสียงดังจากเครื่องมือ
4. เมื่อผ่าตัดเสร็จ แพทย์จะปิดตาข้างที่ทำการผ่าตัด
การปฏิบัติตัวหลังการผ่าตัด
1. ห้ามไม่ให้น้ำเข้าตา
- ไม่อาบน้ำฝักบัว หรือลงอาบน้ำในแม่น้ำลำคลอง
- ในขณะอาบน้ำห้ามเอาน้ำราดศีรษะ
- ห้ามสระผมเอง ถ้าจำเป็นให้นอนให้ผู้อื่นสระให้
- ห้ามใช้น้ำล้างหน้าให้ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมากๆ เช็ดหน้าเบาๆ แทน
2.ห้ามการปฏิบัติที่จะก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนถึงตา
- แปรงฟันได้แต่ต้องแปรงเบาๆ ไม่ส่ายหน้าไปมาและระมังอย่าให้มีคลื่นไส้อาเจียน
- ห้ามไอ หรือจามแรงๆ ถ้าไม่จำเป็น ต้องพยายามไม่ปล่อยให้ไอหรือจามตลอดเวลา
- เคี้ยวหมากได้แต่ห้ามตำหมากเอง (ให้ผู้อื่นตำให้)
- หลังผ่าตัด 2 เดือนแรก ห้ามยกของหนัก และห้ามทำงานหนักที่จะกระเทือนถึงตาได้ เช่น ขุดดิน ผ่าฟืน ซักผ้า
- ห้ามนอนคว่ำ ห้ามก้มหน้า ห้ามก้มลงเก็บของถ้าจำเป็นจะต้องก้มลงเก็บให้นั่งลงเก็บ
- ระวังไม่ให้ท้องผูก เพราะการเบ่งถ่ายอุจจาระจะทำให้เลือดออกในตาได้
- ห้ามขยี้ตา และห้ามใช้ผ้าทุกชนิดเช็ดตา
- ห้ามเปิดตาให้ผู้ที่มิใช่แพทย์ดู
- ห้ามใช้สายตามาก เช่น อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ติดต่อกันนานกว่าครึ่งชั่วโมง
- ไม่ควรเดินทางไกลๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางที่กระทบกระเืืทือนมากๆ
- รับประทานอาหารได้ทุกอย่าง ยกเว้นอาหารที่ใส่เครื่องเทศหรือรสจัด เพราะจำทำให้เกิดการจาม หรือไอได้
3. ยาหยอดตาทีแพทย์ให้ไปควรหยอดตา เฉพาะข้างที่ผ่าตัดเท่านั้น
- ห้ามนำยานี้ไปหยอดตาให้บุคคลอื่น
- ก่อนหยอดตาให้ล้างมือด้วยน้ำสะอาดทุกครั้ง
4. ต้องมาตรวจตามแพทย์นัด
แต่ถ้ามีปัญหาหรือ มีอาการผิดปกติ เช่น ตาแดง ปวดตา ตามัวลง หรือมีขี้ตา ให้มาพบแพทย์ก่อนเวลานัดได้