วัยรุ่น (อายุ 12-21 ปี)

วัยรุ่นมีความสามารถในการคิดด้วยนามธรรม พอๆ กับความคิดด้วยรูปธรรม วัยรุ่นตอนต้น (อายุ 12-14 ปี) จะยินยอมพึ่งพาบิดามารดา โดยไม่มีปัญหาเด็กกลุ่มนี้จะกังวลเกี่ยวกับร่างกาย หน้าที่ของร่างกาย และการเคลื่อนไหว
วัยรุ่นตอนกลาง (อายุ 14-18 ปี) วัยนี้ต้องการเสรีภาพมาก จะมีปัญหาด้านจิตใจเมื่อต้อง การพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น
วัยรุ่นตอนปลาย (อายุ 18-21 ปี) จะยอมรับความช่วยเหลือจากครอบครัว และทนต่อการต้องพึ่งพาผู้อื่นได้บ้าง ปัญหาของเด็กกลุ่มนี้คือ การเป็นโรคที่จะเป็นอุปสรรคต่อการ ประกอบอาชีพ และแบบแผนการดำเนินชีวิต

การดูแล

1. เปิดโอกาสให้ได้พูดเกี่ยวกับความกังวล ความกลัว ความสงสัย เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวย ให้เด็กได้รับข้อมูลมากขึ้น และเป็นการสร้างความไว้วางใจ
2. ให้มีส่วนร่วมในการวางแผนการพยาบาล ให้โอกาสในการตัดสินใจบ้าง เพื่อให้ควาามรู้สึกอิสระ เรียนรู้ ที่จะรับผิดชอบในกิจกรรมนั้นๆ
3. กระตุ้นให้ช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และให้เวลาในการอธิบาย เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับโรค การรักษาพยาบาล และการดูแลตนเอง อย่างเพียงพอ
4. จัดให้มีกิจกรรมร่วมกัน เปิดโอกาสให้เพื่อนมาเยี่ยมและพูดคุยโทรศัพท์ได้
5. แสดงความชื่นชม ชมเชยให้กำลังใจเมื่อเด็กแสดงความเข้มแข็ง และอดทนต่อความลำบาก หรือผลจากการรักษา
6. เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้พบปะกันตามลำพัง เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาและช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นการส่งเสริมความผูกพันภายในครอบครัว เมื่อมีเด็กป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาล

เด็กวัยเรียน (อายุ 6-12 ปี)

เด็กวัยนี้มีสติปัญญาขั้นพัฒนาด้วยรูปธรรม เด็กรับรู้ความจริงมากกว่า คิดเพ้อฝัน หรือคิดไปเอง ความกลัวที่ยิ่งใหญ่สำหรับเด็กวัยนี้คือ สภาวะที่ถูกคุกคาม การสูญเสียการควบคุม และกลัวร่างกาย ได้รับบาดเจ็บ เริ่มกลัวความตาย เด็กต้องการคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น

การดูแล

1. ช่วยเหลือตนเองเท่าที่สามารถทำได้ ส่งเสริมความเป็นอิสระ การมีผลงาน ลดความรู้สึกว่าถูกควบคุม ให้คำชมเชย เมื่อเด็กทำได้ดี เพื่อสร้างความภาคภูมิจให้กับเด็ก
2. จัดกิจกรรมการเล่นที่ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อย่อย และความคิดสร้างสรรค์ เช่น ตัดกระดาษ พับกระดาษ ระบายสี และกิจกรรมอื่นๆ ที่เด็กสนใจ
3. อธิบายให้เด็กฟังเกี่ยวกับโรคการรักษาพยาบาล การดูแลตนเอง อย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นรูปธรรมด้วยข้อความง่ายๆ
4. บอกเหตุผลก่อนปฏิบัติการพยาบาล เพื่อให้เด็กให้ความร่วมมือมากขึ้น
5. ในแต่ละเวรควรมีเวลาพูดคุยกับเด็กป่วย และครอบครัวต่างหากที่ไม่ใช่การพูดคุยขณะปฏิบัติงาน ต้องบอกกับเด็กและครอบครัวว่าเป็นเวลาที่จะถามเรื่องอะไรก็ได้ที่ต้องการ
6. เปิดโอกาสให้เด็กป่วยได้มีกิจกรรมร่วมกับผู้ป่วยเด็กวัยเดียวกัน

เด็กวัยก่อนเรียน (อายุ 3-6 ปี)

เด็กวัยนี้เคลื่อนไหวร่างกายและช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น เด็กใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเล่น มีจินตนาการกว้างไกล ความกลัวและความวิตกกังวลของเด็กวัยนี้คือ กลัวสูญเสียความสมบูรณ์ของร่างกาย กลัวอวัยวะต่างๆ ถูกตัดขาด เด็กวัยนี้ยังแยกไม่ออกระหว่างความจริงกับจินตนาการ ถือตนเองเป็นศูนย์กลางโดยไม่ฟังความคิดเห็นผู้อื่น คิดได้เฉพาะเฉพาะเหตุการณ์ปัจจุบัน ยังคาดการณ์ล่วงหน้าไม่เป็น

การดูแล

1. ปฏิบัติต่อเด็กด้วยท่าทีที่เป็นมิตร อธิบายเหตุผลต่างๆ ด้วยคำพูดที่เป็นรูปธรรมง่ายๆ และเป็นความจริงเพื่อปรับความเข้าใจผิดและลดความกลัว
2. ใช้การเล่นเป็นสื่อสร้างสัมพันธภาพ ให้เด็กค้นพบ รับรู้ และจินตนาการที่ถูกต้อง
3. เปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจจับต้องเครื่องมือแพทย์ และอธิบายให้ฟังอย่างง่า่ยๆ
4. เมื่อจำเป็นต้องผูกมัดเด็ก ควรปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลอย่างรวดเร็ว ด้วยความเมตตา และปลอบเด็ก เพื่อให้ความมั่นใจ หลังจากการรักษาพยาบาลที่เจ็บปวดแล้ว
5. ควรให้มารดาเฝ้าอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อลดความวิตกกังวลจากการแยกจากด้วย

วัยเดินหรือวัยเตาะแตะ (อายุ 1-3 ปี)

เด็กวัยนี้มีความผูกพันกับมารดามาก และยังไม่มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับเวลา การรับรู้เหตุการณ์ไม่ถูกต้อง ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่มีความอดทน การแยกจากมารดาจึงเป็นเสมือนการถูกทอดทิ้ง ดั้งนั้นความวิตกกังวลจากการแยกจาก (Separation anxiety) จะทำให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจ มากกว่า ช่วงอายุอื่นๆ

ความวิตกกังวลจากการแยกจาก (Separation anxiety) มีพฤติกรรม 3 ระยะ คือ

1. ระยะประท้วง (Protest)

เด็กจะร้องไห้เสียงดัง กรีดเสียงร้องหาบิดา มารดา ร้องไห้ตลอดเวลา จะหยุดร้องไห้เฉพาะเวลาเหนื่อย หรือเพลียแล้วหลับไป ปฏิเสธการดูแลหรือความสนใจของผู้อื่น ต่อสู้ ดิ้นรน ขัดขืน หรือผลักไส ผู้เข้าใกล้ไม่สามารถปลอบให้หายเศร้าโศกได้


การดูแล

1. จัดให้มีผู้ดูแลเด็กอย่างสม่ำเสมอ 1 คน ควรเข้าหา พูดคุยกับเด็กขณะที่บิดามารดาอยู่ด้วย
2. ยอมรับการร้องไห้และอารมณ์โกรธของเด็ก ให้ความมั่นใจกับเด็กว่าบิดา มารดา จะกลับมา
3. ใช้คำพูดให้เหมาะสมกับอายุและขั้นพัฒนาการของเด็ก
4. ให้มีเขตปลอดภัยที่เราจะได้ทำการรักษาพยาบาลที่ทำให้เจ็บปวด เช่น บนเตียงนอน ห้องเล่น
5. ถ้าไม่ขัดกับแผนการรักษา ควรเลื่อนการพยาบาลที่เจ็บปวดออกไป ในขณะที่เด็กยังอารมณ์เสีย หรือ บิดา มารดา ไม่อยู่ด้วยเวลานั้น
6. อยู่ในที่ที่เด็กจะมองเห็น กอด หรือปลอบโยนเมื่อเด็กต้องการให้เข้ามาหา
7. ให้ความอบอุ่น มั่่นคง และความมั่นใจกับเด็ก
8. ผูกยึดเด็กเท่าที่จำเป็น ถ้าเด็กพยายามปีนเตียงหนีให้ใช้ Crib net คลุม
9. ให้เด็กมีของรักหรือของคุ้นเคยไว้ติดตัว (Security object)
10. ให้บิดามารดามอบของเล่นประจำตัว เช่นผ้าเช็ดหน้าไว้กับเด็ก เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า บิดามารดาจะต้องกลับมาหา อาจจะเอารูปครอบครัว พี่น้อง หรือสัตว์เลี้ยงที่เด็กชอบ ตั้งไว้ให้ดูข้างเตียง
11. ให้บิดามารดามีส่วนร่วมในการวางแผนการพยาบาลและปฏิบัติร่วมกัน
12. อนุญาตให้บิดามารดาได้อยู่กับลูกและเ้ข้าเยี่ยมได้ตลอดเวลา ถ้าไม่ขัดกับแผนการรักษา
13. เปิดโอกาสให้ครอบครัว พี่น้องได้เข้าเยี่ยมและพูดคุยกัน จำกัดการเยี่ยมเมื่อจำเป็นเท่านั้น
14. แนะนำให้บิดามารดาบอกลาเด็กเมื่อจะกลับบ้าน ไม่ควรหลอกเด็ก

2. ระยะหมดหวัง (Despair)

ระยะที่เด็กจะร้องไห้น้อยลง กิจกรรมต่างๆ ลดลง ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม การเล่น หรืออาหาร ถอยหนีจากผู้ือื่น ดูเศร้าโศกอ้างว้าง แยกตัวเองและเฉยเมย พฤติกรรมสำคัญที่เป็นลักษณะเฉพาะคือ เศร้าซึม ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจาก หมดหวังที่ประท้วงแล้วไม่ได้ผล ไม่สามารถเรียกร้องให้บิดามารดากลับมาได้ เด็กคิดว่าบิดามารดาจะไม่กลับมาอีกอาจทอดทิ้งไปเลย เด็กจะลดความไว้วางใจบิดามารดา ระยะนี้เด็กจะยอมรับมือกับการรักษาที่เจ็บปวด ต่อต้านเีพียงเล็กน้อย ยอมกินอาหาร การที่เด็กเงียบเฉยด้วยความเศร้าทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเด็กปรับตัวได้แล้ว

การดูแล

1. ยอมรับในพฤติกรรมถดถอย (Regression) ของเด็ก แต่ไม่สนับสนุนหรือกระตุ้น ให้เกิดพฤติกรรม ดังกล่าว
2. ฝึกฝนทักษะในกิจวัตรประจำวัน ที่เด็กเคยทำได้แล้วที่บ้าน เช่น การพูด การฝึกหัดขับถ่า่ย ซึ่งตามปกติ ทักษะที่เด็กได้เรียนรู้ล่าสุด จะเป็นทักษะแรกที่เด็กลืม ไม่สามารถทำได้เมื่อเกิดภาวะเครียด
3. ปลอบโยน อยู่ใกล้ชิด กอด โยกกล่อมเด็ก เพื่อสร้างความไว้วางใจ
4. จัดกิจกรรมการเ่ล่นให้เด็กได้ระบายความโกรธ โดยการเล่นของเล่น ทีต้องใช้กำลัง เช่น การเล่นตอก ตำ ทุบ เตะ หรือโยนลูกบอล ปั้นดินเหนียว ดินน้ำมัน หรือเล่นสมมุติกับตุ๊กตา หรือเล่านิทานประกอบ
5. จัดกิจกรรมการเล่น เพื่อลดความรู้สึกแยกจาก เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ ซ่อนหา เล่านิทาน เกี่ยวกับการจากกัน แล้วกลับมาอยู่ร่วมกันใหม่
6. สนับสนุนให้เด็กควบคุมตนเองได้โดยให้เด็กได้สวมเสื้อผ้าของตนเอง วางรองเท้าไว้ข้างเตียง จะเห็นได้ว่า รองเท้ายังอยู่เมื่อเขาต้องการใส่กลับบ้าน

3. ระยะปฏิเสธ (Denial)

ระยะนี้จะเกิดขึ้น ถ้าเด็กต้องการอยู่โรงพยาบาลนาน และได้รับการพยาบาลจากพยาบาลหลายๆ คน เด็กจะหันกลับมาสนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก ซึ่งมองดูราวกับเด็กปรับตัวได้แล้ว แต่ที่จริงเป็นการเก็บกดความรู้สึกที่มีต่อบิดามารดานั่นเอง เด็กจะแสดงท่าทางราวกับว่าไม่เดือดร้อน ไม่ว่าบิดามารดาจะมาหรือไป แสดงว่าเด็กปฏิเสธบิดามารดานั่นเอง เด็กจะแสดงท่าทางราวกับว่าไม่เดือดร้อน ไม่ว่าบิดามารดาจะมาหรือไป แสดงว่าเด็กปฏิเสธบิดามารดา เด็กจะสร้างสัมพันธภาพอย่างผิวเผิน กับเจ้าหน้าที่พยาบาลหลายๆ คน แต่หลีกเลี่ยงจะใกล้ชิดกับคนใดคนหนึ่ง เขาจะกลายเป็นเด็กน่ารัก ท่าทางดูมีความสุข โต้ตอบกันทุกคน เด็กไม่กล้าเสี่ยงที่จะใกล้ชิด และไว้วางใจบิดามารดาอีกต่อไปถ้าเจ้าหน้าที่พยาบาลไม่ส่งเสริมให้เด็กสร้างความไว้วางใจเด็กจะไม่สามารถสร้างความไว้วางใจอย่างลึกซึ้งกับผู้ใหญ่ได้อีก

การดูแล

1. คงการพยาบาลเหมือนกับระยะที่ 1 และ 2 ไว้
2. พูดคุยเกี่ยวกับสมาชิก กิจกรรมในครอบครัว ซึ่งคงไว้ซึ่งความผูกพันต่อเนื่อง เช่น ใครกำลังทำอะไร อยู่ที่บ้าน เวลานี้ เมื่อไรที่เด็กจะได้กลับบ้านหรือกลับไปโรงเรียน
3. อธิบายให้บิดามารดาทราบว่า เด็กต้องการให้กอดหรืออุ้ม แม้ว่าเขาจะแสดงท่าทีปฎิเสธ เวลาบิดามารดากอดเขาก็ตาม
4. สนับสนุนให้ บิดามารดาแสดงบทบาทในการดูแลลูก บิดามารดาอาจจะไม่พอใจที่เด็กยอมรับพยาบาลและรู้สึกว่าพยาบาลเข้ามาแทนที่และได้รับความรักจากลูกไป

วัยทารก (อายุแรกเกิด – 1ปี)

ทารกที่อายุต่ำกว่า 8 เดือน จะมีปัญหาเนื่องจากกิจวัตรประจำวันของเด็กเปลี่ยนแปลง ส่วนเด็ก ที่อายุเกิน 8 เดือนไปแล้วเริ่มจำหน้าบุคคลได้ จะเริ่มมีปัญหาทางด้านจิตใจเกี่ยวกับ การแยกจาก มากกว่า

แนวทางการช่วยเหลือควรรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของเด็กพฤติกรรมและความต้องการต่างๆ เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร และนม การนอน การร้องไห้ การขับถ่าย ของเล่นที่ชอบ เพื่อตอบสนอง ให้เหมาะสม และเด็กป่วยวัยทารกควรให้มารดาเฝ้าอยู่ในโรงพยาบาลด้วย เพื่อส่งเสริมความผูกพัน ระหว่างมารดาและบุตร และจะได้รับความร่ามมือจากเด็กทารกได้ดีกว่า