ทฤษฎีพัฒนาการ Theory of Development
มีนักจิตวิทยาและนักจิตวิเคราะห์หลายท่านได้ศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีพัฒนาการไว้ดังนี้ ทฤษฎีพัฒนาการ Theory of Development ของฟรอยด์ (Froud’s theory of personal Development)
ซึ่งจะรู้จักกันดีว่าเป็นทฤษฎีทางด้านการพัฒนา psychosexual ซึ่งเน้นว่า พฤติกรรมของบุคคลเกิดจากแรงจูงใจหรือแรงขับ และพื้นฐานที่กระตุ้นให้คนมีพฤติกรรมคือ สัญชาติญาณทางเพศ (sexual instinct) ฟรอยด์ แบ่งระยะพัฒนาการของมนุษย์ออกเป็น 5 ระยะด้วยกัน คือ
1. ระยะปาก (Oral Stage) เป็นระยะที่เด็กมีความพึงพอใจกับการใช้ปากโดยการดูด หรือกลืน คือเริ่มต้นแต่แรกเกิด จนถึงประมาณอายุ 2 ปี ในระยะนี้ถ้าเด็กไม่ได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ อาจทำให้เด็กโดยขึ้นมีปัญหาดังนี้ คือ แทะดินสอ ปากกา เคี้ยวหมากฝรั่ง
2. ระยะทวารหนักหรือขับถ่าย (Anal Stage) เป็นระยะที่เด็กได้รับความพึงพอใจถ้าไม่ขับถ่ายอยู่ในช่วงอายุ 2-3 ปี ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อพ่อแม่เข้มงวดกวดขันก้ับการฝึกขับถ่ายเด็กมากเกินไปในระยะนี้ คือ โดยขึ้นเด็กจะมีนิสัยดื้อรั้น เข้มงวดกวดขัน เจ้าระเบียบ และมีอารมณ์เครียดบ่อยๆ ได้
3. ระยะอวัยวะเพศ (Phallic Stage) อยู่ในช่วง 3-6 ปี เป็นระยะที่เด็กสนใจอวัยวะเพศ เป็นระยะที่เด็กสนใจเล่นอวัยวะเพศของตน สนใจแตกต่างระหว่างเพศหญิง และเพศชาย เด็กเริ่มสนใจความรักจากพ่อแม่ ที่มีความตรงข้ามกับตนเอง และเลียนแบบพฤติกรรมพ่อแม่ที่มีเพศเดียวกันกับตน (Odious complex)
4. ระยะแฝงหรือระยะพัก (Latency Stage) อายุ 6 Puberty เป็นระยะที่เด็กกำลังเพ่ิงความสนใจไปอยู่ที่พัฒนาการด้านสติปัญญาและทางสังคม มีเพื่อนสนิทเพศเดียวกัน สนใจบทบาททางเพศของตน
5. ระยะสนใจเพศตรงข้าม (Genital Stage) ระยะวัยรุ่นจนถึงผู้ใหญ่ เด็กจะเริ่มสนใจเพื่อนต่างเพศ ด้วยความรัก เตรียมตัวเป็นผู้ใหญ่ ต้องการความสนใจและการยอมรับจากสังคม
การเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก
ความหมายของการเจริญเติบโตและพัฒนาการ
การเจริญเติบโต (Growth) หมายถึง การเพิ่มจำนวนและขนาดของเซลล์ในทุกๆ ส่วนของร่างกาย ทั้งในด้านขนาดและรูปร่าง สัดส่วน ซึ่งสามารถประเมินได้จาก น้ำหนัก ส่วนสูง ความกว้างและความหนา
พัฒนาการ (Development) หมายถึงลำดับของการเปลี่ยนแปลงหรือกระบวนการเปลี่ยนแปลง (Process of change) ของมนุษย์ทุกส่วนที่ต่อเนื่องกันไปในระยะเวลาหนึ่งตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตลอดชีวิต ซึ่งจะรวมทั้งพัฒนาการทางอารมณ์และบุคลิกภาพ (Emotional and Personality Development)
ขั้นการพัฒนาการ (Development of Stage) คือระยะเวลาในช่วงชีวิตของบุคคลที่มีการพัฒนาจากลักษณะหนึ่งไปสู่ลักษณะหนึ่ง มีลักษณะเป็นแบบฉบับและแสดงออกมาให้เห็นในลักษณะถาวรบางประการ เช่น ระยะปาก (Oral Stage) เป็นระยะที่ความพอใจของชีวิตอยู่ที่ปาก เด็กจะพึงพอใจในการดูด หรือมีกิจกรรมพิเศษเกี่ยวกับปาก
วุฒิภาวะ (Maturation) หมายถึง การเจริญเติบโตของร่างกายถึงขีดสุดในแต่ละระยะ หรือในแ่ต่ละระดับ
การแ่บ่งวัยของเด็ก นักจิตวิทยาได้แบ่งขั้นแห่งพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัยไว้ดังนี้ คือ
วัยแรกเกิด (Newborn) อายุ แรกเกิด – 1 เดือน
วัยทารก (Infant) อายุ 1 เดือน – 1 ปี
วัยหัดเดิน (Toddler) 1 ปี – 3 ปี
วัยก่อนเรียน (Preschool age) 3-6 ปี
วัยเรียน (School age) 6-12 ปี
วัยรุ่นตอนต้น (Puberty/teenage) เด็กชาย 12-15 ปี เด็กหญิง 10-15 ปี
วัยรุ่นตอนปลาย (Adolescence) 15-18 ปี
โรคหลอดเลือดสมอง
โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการอัมพาต พบมากในผู้มีอายุ 45 ปีขึ้นไป มีอาการและความรุนแรงแตกต่างกัน
โรคหลอดเลือดสมองมี 2 กลุ่ม คือ
1. โรคหลอดเลือดสมองแตกบได้ ร้อยละ 30
2. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน พบได้ร้อยละ 70
อาการของโรคหลอดเืลือดสมอง
1. มีอาการอ่อนแรงหรือชาข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย
2. ตามัว หรือมองไม่เห็นทันทีทันใดโดยเฉพาะเป็นข้างเดียว
3. ปวดศีรษะฉับพลันชนิดไม่เคยเป็นมาก่อน
4. พูดตะกุกตะกัก ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด
5. สับสน ถามตอบไม่เข้าใจ
6. ชักเกร็ง หมดสติ หายใจไม่สม่ำเสมอ ถ้าช่วยไม่ัทันอาจเสียชีวิตได้
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง
1. ความดันโลหิตสูง
2. การสูบบุหรี่
3. โรคเบาหวาน
4. โรคหัวใจ
5. ภาวะไขมันในหลอดเลือดสูง
6. ปัจจัยอื่นๆ เช่น อายุมากขึ้น
7. ความเครียด ความอ้วน การดื่มสุรามากๆ ขาดการออกกำลังกาย
การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง
1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
2. ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม อย่าให้อ้วน
3. งดสูบบุหรี่ และดื่มสุรา
4. ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ ภาวะไขมันในหลอดเลือดสูง ถ้าพบว่า มีปัจจัยเสี่ยงต้องรีบรักษา และพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
5. ในกรณีมีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้ว ต้องรักษาอย่างสม่ำเสมอ ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด
6. ถ้าเป็นโรคหลอดเลือดในสมองอยู่แล้วจะมีโอกาสเป็นซ้ำได้มากกว่าคนปกติ และมีอาการมากกว่าเดิม เช่น กรณีเป็นโรคเลือดสมองตีบ หรือ อุดตันจะได้ยารับประทานพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เช่น ยาแอสไพรินจะต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งต้องรับประทานติด่อกันเป็นเวลานาน ไม่ควรหยุดยาเองเด็ดขาด
การตรวจที่สำคัญในโรคหลอดเลือดสมอง
1. การตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุต่างๆ
2. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
3. การคอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan)
4. การฉีดสีเพื่อดูเส้นเลือด (Angioqram)
5. การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง
การรักษาขึ้นอยู่กับชนิด และความรุนแรงระยะเวลาที่มีอาการ ถ้ามีการรักษาเร็วเท่าใด ความพิการและอัตราการตายจะลดลงเท่านั้น
1. การให้ยารับประทาน ในโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือ อุดตัน จะได้ยาแอสไพลินเพื่อต้านการแข็งตัวของเลือด และอาจมียาชนิดอื่นๆ เพื่อช่วยในการไหลเวียนเลือดในสมองได้ดีขึ้น
2. ถ้าเป็นโรคหลอเลือดสมองแตก และมีก้อนเลือดคั่งในสมองแพทย์อาจทำการผ่าตัดนบางราย มีอาการรุนแรงมากแพทย์อาจรักษาเพื่อพยุงอาการเท่านั้น
3. การรักษาเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยง ร่วมกัน เช่น รักษาโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง
4. การทำกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูสภาพของกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง
5. การรักษาโรคแทรกซ้อนที่มักจะเกิดในผู้ป่วยอัมพาตและนอนบนเตียงนานๆ คือ ปอดบวม
ภาวะแทรกซ้อนที่พบในโรคหลอดเลือดสมอง
1. ปอดบวมจากการนอนนานๆ และสำลักอาหาร
2. ท้องผูก ซึ่งเกิดจากลำไส้ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว
3. ข้อติดแข็ง จากไม่มีการเคลื่อนไหวข้อ
4. แผลกดทับ จากการนอนทับท่าเดียวนานๆ
5. แผลในกระเพาะอาหารจากภาวะเครียด หรือเกิดจากอาการข้างเคียงของยา แอสไพรินซึ่งมีฤทธิ์กัดกระเพาะอาหาร
แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
1. การกระตุ้นให้ทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง เช่น เดิน ลุก นั่ง รับประทานอาหาร ขับถ่ายเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ป่วย และฟื้นฟูสภาพได้เร็วขึ้น ญาติควรให้กำลังใจผู้ป่วยให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง
2. จัดอาหารให้เหมาะสมกับผู้ป่วย ตามโรคประจำตัวของแต่ละคน เช่น เบาหวาน อาหารไขมันน้อย ถ้ามีความดันโลหิตสูงควรให้อาหารจืด ถ้ามีท้องผูกควรให้ผัก ผลไม้มากๆ
3. ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารเองไม่ได้มีอาการกลืนลำบาก ควรให้อาหารทางสายยางเพื่อป้องกันการสำลักอาหาร
4. ในกรณีผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แขนขาอ่อนแรงควรพลิก ตะแคง ตัวบ่อยๆ ทุก 2 ชั่วโมง และใช้ผ้านุ่มๆ รองใต้ปุ่มกระดูก หรือนอนที่นอนลม
5. ผู้ป่วยมักจะนอนในช่วงกลางวััน ญาติควรจัดสถานที่ให้เหมาะสมไม่มีเสียงรบกวน
6. ควรให้ผู้ป่วยได้ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ พูดคุยสนทนากับคนอื่นได้ ถ้ามีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เช่น พูดไม่ชัด ฟังไม่เข้าใจ ญาติควรใจเย็นเพื่อช่วยเหลือ ให้ผู้ป่วยเข้าใจ อาจใช้วิธีเขียน การอ่าน รูปภาพ การใช้สื่อแทนคำพูด
7. ผู้ป่วยอาจมีความหงุดหงิด ซึมเศร้า ท้อแท้ ญาติควรเข้าใจไม่แสดงความรำคาญ ควรปลอบโยนให้กำลังใจผู้ป่วย
8. ถ้าผู้ป่วยอุจจาระ ปัสสาวะราด ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าทำความสะอาดอวัยวะเพศ เพื่อไม่ให้เปียกชื้น ควรดูแล ทำความสะอาดร่างกาย ปาก ฟัน อาบน้ำ สระผม แปรงฟัน บ้วนปาก ให้ผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทำได้
9. ถ้าผู้ป่วยใส่สายปัสสาวะคาไว้ ควรให้อยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะ และทำความสะอาดปลายอวัยวะเพศ และสายสวนด้วยน้ำยาเซพลอน 1 : 100 วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็นด้วย
แนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการดูแลเด็กป่วยในโรงพยาบาล
เป็นหน้าที่ของพยาบาลที่จะให้การสนับสนุนส่งเสริมบิดามารดาอย่างเหมาะสมถูกต้องเพื่อให้บังเกิดผลดี กับตัวเด็กเองคือ ช่วยให้เด็กสามารถเผชิญต่อความเครียดจากการเจ็บป่วยและการรักษาพยาบาล อีกทั้งบิดามารดาจะได้รู้สึกภาคภูมิใจที่มีส่วนช่วยให้บุตรมีอาการดีขึ้น และอาจจะช่วยลดความรู้สึกวิตกกังวล ความรู้สึกคับข้องใจและขาดอำนาจต่อรองที่มีอยู่ลงได้ แนวทางสำหรับพยาบาลให้การสนับสนุนส่งเสริมให้บิดามารดาหรือ ครอบครัวได้มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยเด็กขณะอยู่โรงพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ มีดังต่อไปนี้
1. การสร้างสัมพันธภาพแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ
การสร้างสัมพันธภาพนั้นอาจจะเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการแนะนำตนเอง การทักทายบิดามารดารวมทั้งผู้ป่วยเด็ก การบอกกล่าวทุกครั้งที่จะให้การรักษาพยาบาล รวมทั้งการปฏิบัติต่อเด็กอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน หรือ การเรียกชื่อเล่นของเด็ก จะทำให้บิดามารดารู้สึกว่าพยาบาลให้ความเอาใจใส่สนใจบุตร ของตนอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ
2. การประเมินความสามารถและความต้องการของบิดามารดาในการทำกิจกรรมดูแลผู้ป่วยเด็ก บิดามารดาที่มีบุตรคนแรกอาจมีประสบการณ์และความมั่นใจน้อยในการทำกิจกรรมบางชนิดหรือ บางคนอาจไม่ต้องการทำกิจกรรมที่ตนเองรู้สึกหวาดเสียว และกลัวเด็กจะเจ็บป่วย เป็นต้น ซึ่งพยาบาลจะสามารถทราบได้จากการสังเกตซักถามและการสังเกต
3. การให้ข้อมูลและการชี้แนะ
บทบาทของพยาบาล คือ การให้การช่วยเหลือ ชี้แนะ จนบิดามารดามีความมั่นใจและสามารถทำ กิจกรรมนั้นๆ ให้เด็กได้ ซึ่งจะรวมถึงการสาธิต วิธีการ และเน้นจุดสำคัญๆ ของแต่ละกิจกรรมด้วยถ้อยคำภาษาที่ฟังเข้าใจง่าย
4. การประเิมินผล
การสังเกตการปฏิบัติกิจกรรมเหล่านั้นของบิดามารดา พยายาลต้องมีความมั่นใจและสามารถทำกิจกรรมนั้นๆ ให้เด็กได้ ซึ่งจะรวมถึงการสาธิต วิธีการ และเน้นจุดสำคัญๆ ของแต่ละกิจกรรมด้วยถ้อยคำภาษา ที่ฟังเข้าใจได้ง่าย
5. การให้กำลังใจสนับสนุน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่เด็กป่วย ด้วยโรคเรื้อรังหรือโรคคุกคามชีวิตนั้น ถึงแม้ว่าบิดามารดาจะรักและต้องการให้การดูแลบุตรมากเพียงใด แต่หากมีความเหน็ดเหนื่อยท้อถอย หรือขาดกำลังใจสนับสนุนแล้ว ก็อาจจะเกิดความผันแปรทางอารมณ์ จิตใจจนอาจเกิดผลกระทบต่อบุตร การพูดให้กำลังใจบิดามารดาตระหนักในคุณค่าแห่งตน และสนับสนุนว่าได้ทำหน้าที่ของบิดามารดาโดยสมบูรณ์จะช่วยให้มารดารู้สึกไปในทางที่ดีขึ้น
ปฎิกิริยาของบิดามารดาต่อการเจ็บป่วยของเด็ก
ความรู้สึกและปฏิกิริยาของบิดามารดาต่อการเจ็บป่วยของเด็ก สรุปได้ดังนี้ (Whaley & Wong,1979)
1. การปฏิเสธ (Denial) และไม่เชื่อ (Disbelife) ในระยะแรกที่ทราบว่าบุตรเจ็บป่วย โดยเฉพาะถ้าเป็นโรคคุกคามชีวิต บิดามารดามักจะไม่ค่อยยอมเชื่อว่าเด็กจะป่วยร้ายแรงขนาดนั้น
2. ความรู้สึกโกรธ (Anger) และโทษตัวเอง (Guilty) เมื่อไ้ด้ตระหนกแน่ชัดว่าเด็กป่วยจริง บิดามารดาอาจจะมีความรู้สึกโกรธ เช่น โกรธว่าเด็กน่าจะบอกเล่าถึงอาการให้ทราบก่อนหน้านี้จะได้รักษาเร็วกว่านี้มีบิดามารดาจำนวนมากที่โทษตนเองว่าดูแลลูกไม่ดีพอ จึงไม่สามารถป้องกันเด็กจากความเจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะถ้าเด็กต้องอยู่ในโรงพยาบาลนานๆ และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเจ็บป่วยที่เป็นปัญหา เช่น มี่พฤติกรรมถดถอยหรือก้าวร้าว บิดามารดาก็จะยิ่งเพิ่มความรู้สึกผิดหรือโทษตนเองมากขึ้น
3. ความรู้สึกกลัว (Fear) และวิตกกังวล (Anxiety) ความรู้สึกดังกล่าวมักจะมีความสัมพันธ์กับอาการรุ่นแรงของโรคที่เด็กเป็น การรักษาที่ทำให้เด็กต้องเจ็บป่วย ถ้าเด็กป่วยเป็นโรคร้ายแรงและรักษาไม่หาย บิดามารดามักมีความกลัวและวิตกกังวลว่าเด็กพิการหรือเสียชีวิต นอกจากนั้น บิดามารดาบางคนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับพี่หรือน้องของผู้ป่วยเด็กที่อยู่ที่บ้านว่าจะไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เพียงพอ และสำหรับผู้มีฐานะยากจนก็จะเพิ่มความวิตกกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอีกด้วย
4. ความรู้สึกหงุดหงิด คับข้องใจ (Frustration) และการขาดอำนาจต่อรอง (Fower lessness) ความรู้สึกหงุดหงิดคับข้องใจ และการขาดอำนาจต่อรอง มักเกิดจากการที่บิดามารดาไม่ได้รับการบอกเล่า หรือ ไม่มีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของเด็ก และแผนการรักษาพยาบาล แต่ก็ไม่กล้าซักถามแพทย์ พยาบาล ซึ่งสังคมไทยพบได้บ่อย ซึ่งคนทั่วไปมักจะยำเกรงแพทย์ พยาบาลจนไม่กล้าซักถามในสิ่งที่ตนอยากรู้ นอกจากนั้นความรู้สึกขาดอำนาจในการต่อรองยังเกิดจากกา็รที่บิดามารดาไม่คุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อม ข้าวของเครื่องใช้ในโรงพยาบาล ประกอบกับไม่ได้รับการบอกเล่าแนะนำจากเจ้าหน้าที่พยาบาล จึงไม่สามารถจะดูแลช่วยเหลือเด็กได้เต็มที่เหมือนกับตอนที่เด็กอยู่ที่บ้าน โดยเฉพาะในขณะที่เด็กกำลังได้รับการรักษาพยาบาลที่ใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่บิดามารดาไม่กล้าแตะต้อง เพราะเกรงว่าเด็กจะได้รับอันตรายหรือของเครื่องใช้จะแตกหักเสียหาย จึงจำเป็นต้องปล่อยให้เป็นภาระหน้าที่ของแพทย์ พยาบาล ในการดูแลเด็ก ในขณะเดียวกัน บิดามารดาเองก็รู้สึกตนเองขาดหรือสูญเสียอำนาจที่เคยมีจนบางคนอาจเกิดความอิจฉาแพทย์ พยาบาลที่สามารถช่วยเหลือบุตรของตนได้มากกว่าตน
5. ความรู้สึกเศร้า (Depression) บิดามารดาที่มีความรู้สึกและปฏิกิริยาตอบสนองต่อการเจ็บป่วยของเด็กหลายๆ ประการดังกล่าวมาข้างต้น อาจจะมีความรู้สึกเศร้าเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง ความรู้สึกเศร้านี้มักจะเกิดภายหลังที่ภาวะวิกฤตต่างๆ กำลังจะผ่านพ้นไป เช่น เมื่อเด็กกำลังจะหายจากการเจ็บป่วยและได้กลับบ้าน อันอาจเนื่องจากการที่บิดามารดารู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการที่ต้องเฝ้าเด็กอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ประกอบกับปัญหาเรื่องการเงินและค่าใช้จ่ายขณะที่เด็กอยู่ในโรงพยาบาล ทำให้บิดามารดารู้สึกเศร้าใจในโชคชะตาหรือ เคราะห์กรรม สิ่งที่ตนและครอบครัวกำลังประสบอยู่