ข.สถานที่ เตรียม ปรุงอาหาร
4. สะอาด เป็นระเบียบ พื้นทำด้วยวัสดุถาวร แข็ง เรียบ สภาพดี
ควรจัดสถานที่ให้เป็นระเบียบและเป็นสัดส่วน สามารถทำความสะอาดได้ง่าย และทั่วถึง พื้น ผนัง เพดาน ใ้ช้วัสดุ ที่ทำความสะอาดได้ง่าย และใช้สีขาวหรือสีอ่อน ซึ่งจะช่วยให้เห็นสิ่งสกปรกได้ง่าย
5. มีการระบายอากาศ รวมทั้งกลิ่นและควันจากการทำอาหารได้ดี
ในบริเวณที่มีกลิ่นควันจากการทำอาหารต้้องโปร่ง มีการระบายกลิ่น ควัน และความร้อนได้ดี หรือใช้พัดลมดูดอากาศและปล่องระบายควันช่วยต้องไม่รบกวนบริเวณข้างเคียง และต้องทำความสะอาดปล่องระบายควันเป็นประจำ
6. ไม่เตรียมและปรุงอาหารบนพื้น
พื้นเป็นส่วนที่มีโอกาส ปนเปื้อนได้มาก ดังนั้นจึงห้ามวางอาหาร ภาชนะที่ใส่อาหารไม่เตรียมและปรุงอาหารบนพื้นทั้งนี้จะช่วยป้องกันอาหารปนเปื้อน และช่วยทำความสะอาดพื้นได้โดยสะดวก และทั่วถึง
7. โต๊ะเตรียม ปรุงอาหาร และผนังบริเวณเตาไฟต้องทำด้วยวัสดุที่ทำความสะอาดง่าย (เช่น สเตนเลส กระเบื้องเคลือบ) มีสภาพดี และต้องสูง จากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร
ต้องเตรียมและปรุงอาหารบนโต๊ะที่เรียบ สะอาด สูงจากพื้นอย่างน้อย 60 เซนติเมตร และต้องมีโต๊ะสำหรับวางอาหาร และภาชนะอุปกรณ์ต่างๆ ให้เพียงพอ
ก.สถานที่รับประทานอาหาร และบริเวณทั่วไป
1. สะอาด เป็นระเบียบ
พื้นทำด้วยวัสดุ แข็ง เรียบไม่ดูดซึมน้ำ ทำความสะอาดง่าย ผนัง เพดาน ควรใช้สีอ่อน และทำความสะอาดอยู่เสมอบริเวณโดยรอบเป็นระเบียบ ไม่มีน้ำเสีย ไม่มีกองขยะ
2. โต๊ะ เก้าอี้ สะอาด แข็งแรง จัดเป็นระเบียบ
พื้นผิวโต๊ะทำด้วยวัสดุเรียบทำความสะอาดได้ง่าย ไม่ดูดซึมน้ำ ควรเก็บภาชนะและทำความสะอาดโต๊ะทันทีหลังการรับประทานอาหาร
3. มีการระบายอาการที่ดี
ในบริเวณที่รับประทานอาหาร ควรโปร่ง มีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มีฝุ่น ไม่มีกลิ่นควัน จากการปรุงอาหารรบกวน
ควรป้องกันสัตว์ต่างๆ เช่น สุนัข แมว ฯลฯ ไม่ให้มาอาศัย หรือหาอาหารในโรงอาหารและไม่ควรเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดในบริเวณโรงอาหาร ทั้งนี้ต้องเก็บเศษอาหาร ให้มิดชิด ไม่ให้เป็นแหล่่ง อาหารของสัตว์ต่างๆ ได้
การสุขาภิบาลอาหาร เพื่อประโยชน์อันใด
การสุขาภิบาลอาหาร หมายถึง การจัดการ และควบคุมเพื่อให้อาหารสะอาด ปลอดภัย จากเชื้อโรค พยาธิและสารเคมีที่เป็นพิษต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายหรืออาจเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย สุขภาพอนามัย และการดำรงชีวิตของมนุษย์
โรงอาหารเป็นสถานที่ปรุงประกอบอาหาร และให้บริการกับสมาชิกในองค์กร เช่น หน่วยงาน โรงงาน บริษัท โรงเรียน สถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งผู้บริโภคอาจเป็นกลุ่มนักเรียน พนักงาน เจ้าหน้าที่ หรือ สมาชิก แต่ละแห่งมักมีผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องจัดโรงอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ตามหลักการสุขาภิบาลอาหาร ทั้งนี้เพื่อ
1. ป้องกันโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ
2. ส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภคให้แข็งแรงสมบูรณ์
3. เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสมาชิกในองค์กร เช่น นักเรียน นักศึกษา พนักงาน เจ้าหน้าที่ ฯลฯ
4. ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีของหน่วยงานและชุมชน
การจัดการควบคุมโรงอาหาร ให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อให้อาหารสะอาด ปลอดภัย สามารถทำได้โดยปฏิบัติตามมาตรฐานการสุขาภิบาลอาหาร ของกองสุขาภิบาลอาหารกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (ตามแบบ สำรวจโรงอาหาร สอรร.7 ซึ่งใช้สำหรับโรงอาหารทั่วไป ยกเว้นโรงครัวของโรงพยาบาล ซึ่งปรุงอาหารให้กับผู้ป่วย) มาตรฐานแบ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ7 ประการ ในแต่ละองค์ประกอบจะมีข้อปฏิบัติต่างๆ รวมทั้งหมด 30 ข้อ
write by: หมออนามัยยกกำลัง 2 : หมออนามัย.com
แนวทางในการประกอบกิจการร้านอาหารให้ถูกกฎหมาย
ร้านอาหารจัดเป็นที่จำหน่าย ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของราชการส่วนท้องถิ่น (กรุงเทพมหานคร,เทศบาล,สุขาภิบาล,องค์การบริหารส่วนตำบล,และมืองพัทยา) ดังนั้น การจะประกอบกิจการร้านอาหารต้องปฏิบัติ ดังนี้
1. ผู้ประกอบการกิจการร้านอาหารที่มีพื้นที่ของร้านมากกว่า 200 ตารางเมตร ต้องขออนุญาตประกอบกิจการต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้วจึงจะเปิดดำเนินกิจการได้ ใบอนุญาตจะมีอายุ 1 ปี และการต่ออายุใบอนุญาตจะต้องยื่นคำขอก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ
2. ร้านอาหารที่มีพื้นที่ของร้านไม่เกิน 200 ตารางเมตร เมื่อเปิดดำเนินกิจการต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าพนักงานท้องถิ่น เพื่อขอหนังสือรับรองการแจ้ง และเมื่อประสงค์จะเลิกกิจการ หรือโอนกิจการให้แก่บุคคลอื่น ต้องแจ้งใ้ห้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบด้วย
3. การยื่นคำขอใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต และการขอหนังสือรับรองการแจ้งให้ยื่นได้ที่ส่วนราชการต่างๆ ดังนี้
3.1 สำนักงานเขตของกรุงเทพมหานคร (สำหรับร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร)
3.2 สำนักงานเทศบาล (สำหรับร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล)
3.3 สำนักงานสุขาภิบาล (สำหรับร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในเขตสุขาภิบาล)
3.4 สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สำหรับร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด)
3.5 สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล (สำหรับร้านที่ตั้งอยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล)
3.6 สำนักงานเมืองพัทยา (สำหรับร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองพัทยา)
4. ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ราชการส่วนท้องถิ่นกำหนด
5. ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารโดยไม่มีใบอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
ุุ6. ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารโดยไม่มีหนังสือรับรองการแจ้ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท
7. ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารต้องแสดงใบอนุญาต หรือหนังสือรับรองการแจ้งไว้โดยเปิดเผย และเห็นได้ง่าย ในบริเวณร้านอาหาร ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
write by: หมออนามัยยกกำลัง 2 : หมออนามัย.com
ประเภทของขยะมูลฝอย

ประเภทของขยะมูลฝอย
การแ่บ่งประะภทของขยะมูลฝอยเดิมแบ่งเพียง3 ประเภท คือขยะมูลฝอยเปียก ขยะมูลฝอยแห้ง และเถ้า โดยสามารถอธิบายไ้ด้ัดังนี้
1. ขยะมูลฝอยเปียก(garbage) หมายถึง เศษวัสดุต่างๆ ที่เหลือจากการประกอบอาหารจากห้องครัว ร้านอาหาร ที่มีควา่มชื่นสูง สามารถเน่าเปื่อย ส่งกลิ่นเหม็นได้
2. ขยะมูลฝอยแห้ง (rubbish)หมายถึง เศษวัสดุต่างๆที่เหลือใช้ทั่วๆไป ซึ่งมีความชื่นต่ำจากพวกเศษกระดาษ เศษผ้า เป็นต้น
3. เถ้า (ashes) สิ่งที่เหลือจากการเผาไหม้
ต่อมาวิชาการก้าวหน้าขึ้นมากจึงได้แยกประเภทของขยะมูลฝอยออกไปเป็นประเภทต่างๆ มากมาย ที่สำคัญๆมี 10 ประเภทคือ
1. เศษอาหาร(garbage) หมายถึง ขยะจำพวกที่ได้จากห้องครัว การประกอบอาหารรวมถึง พากเศษใบตอง เศษผลไม้ อาหารที่เหลือทิ้ง เป็นต้น ขยะประเภทนี้มีอิืนทรีย์ซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียทำให้เกิดการย่อยสลาย บูดเน่าส่งกลิ่นเหม็น มีความชื่นสูงเป็นปัญหาในการเก็บรวบรวมรอการขนย้ายและก่อเหตุรำคาญในเรื่องกลิ่น การคุ้ยเขี่ยของสัตว์ เช่น หนู สุนัีข

2.ขยะที่ไม่เน่าเหม็น(rubbish) หมายถึง ขยะที่ไม่บูดเน่าส่งกลิ่นเหม็นเหมือนขยะประเภทแรกและมีความชื่นต่ำ อาจจะเผาได้ เช่น กระดาษ หรือเผาไม่ได้ เ่ช่น เศษแก้ว ขยะประเภทนี้อาจจะเรียกขยะแห้งก็ได้ พวกเศษโลหะ กระป๋อง ลังกระดาษ ลังไม้ก็ัจัดอยู่ในประเภทนี้

3.เถ้าถ่าน(ashes) หมายถึงเศษที่เหลือจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจำพวกไม้ ถ่านหินซึ่งในแถบประเทศที่ีอากาศร้อนจะมีปริมาณน้อยมาก ไม่ก่อปัญหามากเท่ากับในประเทศที่มีอากาศหนาว ที่ต้องใช้ความร้อนในการให้ความอบอุ่น ซึ่งใช้เชืิ้อเพลิงมากทำให้เกิดขยะประเภทนี้เป็นปัญหาต่อการเก็บขน นอกจากนี้ถ้าการเก็บรวบรวมไว้ไม่ดีแล้ว ทำให้ฟุ้งกระจายเกิดปัญหาตามมาอีกมาก
4. มูลฝอยจากถนน(street sweepings) หมายถึง เศษสิ่งของต่างๆ ที่ได้จากการกวาดถนน ขยะมูลฝอยประเภทนี้ส่วนมากเป็นเศษกระดาษ เศษสินค้า ฝุ่นละออง เศษดิน เ้ศษหิน อาจจะรวมถึงซักสัตว์ตายเป็นบางครั้ง
5. ซากสัตว์(dead animals) หมายถึง สัตว์ที่ตายตามธรรมชาติ ตายด้วยอุบัติเหตุหรือตายด้วยโรคต่างๆ แต่ไม่รวมถึงสัตว์หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของสัตว์ที่ทิ้งจากโรงงานฆ่าสัตว์ เนื่องจากเ็ป็นโรคหนอนพยาธิ ซากสัตว์เหล่านี้อาจนำไปสกัดเอาไขมันออก และเอาหนังไปฟอกใช้ประโยชน์ต่อไปได้
6. ซากรถยนต์ (abandoned vehicles) รถยนต์หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรถต์่ที่ไม่ใช้แล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้ทำให้เกิดความไม่น่าดูจึงควรนำไปดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งแต่ในประเทศไทย มีปริมาณซากรถยนต์ไม่มากนัก จึงไม่ค่อยเกิดปัญหามูลฝอยประเภทนี้
7. มูลฝอยจากโรงงาน(industrial refuse) หมายถึงมูลฝอยจากโรงงานต่างๆรวมทั้งโรงฆ่าสัตว์ด้วย เพราะได้จัดอยู่ในปรเภทโรงงานอุตสาหกรรม มูลฝอยประเภทนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของโรงงาน ถ้าโรงงานผลิตอาหาร มูลฝอยก็จะเป็นพวกเศษอาหาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดเหตุรำคาญต่างๆเช่น เน่าเหม็นได้
8.เศษวัสดุก่อสร้าง(comstruction)หมายถึง เศษวัสดุต่างๆที่ได้จากการก่อสร้าง หรือรื้อถอนอาคารบ้านเรือน รวมถึงสิ่งที่เหลือจากการตกแต่งอาคารบ้านเรือนด้วย เช่น เศษอิฐ เศษปูน เศษกระเบื้อง เศษไม้ หรือเศษวัสดุจากส่วนของบ้านเรือน
9. ตะกอนจากน้ำโสโครก(sewage solids) หมายถึงของแข็งหรือตะกอนที่ได้จาการแยกตะกอนออกจากกระบวนกรปรับปรุงสภาพน้ำิ้ทิ้ง รวมตลอดจนถึงตะกอนที่ได้จากการลอกท่อระบายน้ำสาธารณะ ซึ่งส่วนมากจะเป็นพวกเศษหิน ดิน ทราย ไม้ สามารถนำไปถมที่ลุ่มได้ ยกเว้น ตะกอนที่ได้จากถังเกรอะ เพราะตะกอนพวกนี้ยังมีแบคทีเรียปะปนอยู่มาก
10.ขยะมูลฝอยที่เป็นอันตราย(hazardous or special refuse)หมายถึง ขยะมูลฝอยที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในการเก็บขน การกำจัด ตลอดจนการจับต้อง เช่น กระป๋องทีมีน้ำอัดลม ใบมีดโกน ขยะมูลฝอยที่ได้จากโรงพยาบาลต่างๆ สารกัมมันตรังสี เป็นต้น ขยะมูลฝอยประเภทนี้ต้องได้รับการดูแล ระมัดระวังเป็นพิเศษในการเก็บขนและการกำจัด